วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สามก๊กมือถือดุเดือด เมื่อไมโครซอฟต์ซื้อโนเกีย?

กลายเป็นข่าวใหญ่และน่าตื่นเต้นของอุตสาหกรรมไอทีช่วงเริ่มต้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2013

เมื่อไมโครซอฟต์เข้าซื้อกิจการของโนเกีย ในส่วนของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ด้วยมูลค่าการซื้อกว่า 7,200 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นมูลค่าของกิจการ 5,000 ล้านดอลลาร์ รวมกับค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิบัตรต่างๆของโนเกีย อีก 2,200 ล้านดอลลาร์)

โนเกีย เป็นบริษัทมือถือที่ครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งมายาวนาน 14 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 เรื่อยมา จนมาเสียแชมป์ให้ซัมซุงเมื่อปี 2012 โดยเหตุผลหลักๆ คือ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาลได้ นับตั้งแต่แอ๊ปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2007

โนเกียเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญในตลาดสมาร์ทโฟนจริงจังเมื่อเดือน ก.พ.2011 ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ขณะนั้น คือ "สตีเฟน อีลอป" ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 5 เดือน อีลอป ได้ปรับกลยุทธ์และทิศทางโนเกียให้รุกตลาดสมาร์ทโฟน โดยเลือกใช้วินโดวส์โฟนเป็นระบบปฏิบัติการหลักต่อกรไอโอเอสจากค่ายแอ๊ปเปิ้ลและแอนดรอยด์จากค่ายกูเกิล เหตุผลที่อีลอปให้ความสำคัญที่สุด คือ การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) เพราะถ้าโนเกียเลือกใช้แอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการ คงยากที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น

การหมั้นหมายกันระหว่างไมโครซอฟต์และโนเกียครั้งนั้นพัฒนาเป็นการแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในวันนี้ ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการ

เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความแข็งแกร่งให้อีโคซิสเต็มส์ของตัวเอง เพราะอนาคตของไมโครซอฟต์ที่ฝากไว้กับธุรกิจสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทอย่างวินโดว์สและออฟฟิศเริ่มอยู่ในช่วงขาลงจากตลาดพีซีที่ยอดลดลงทุกปี

ไมโครซอฟต์ เพิ่งปรับองค์กรครั้งใหญ่สุดไป เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ “One Microsoft” รวบอำนาจการบริหารสายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เน้นควบคุมประสบการณ์ใช้ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ปรับทิศทางธุรกิจหันมาเน้นการสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ทั้งลูกผสมแทบเล็ตกับพีซีอย่าง เซอร์เฟซ และเครื่องเล่นเกม เอ็กซ์-บ็อกซ์ ที่เตรียมปรับ Positioning จากเครื่องเล่นเกม เป็นอุปกรณ์สำหรับโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

การซื้อโนเกียที่มีประสบการณ์ในการพัฒนา ออกแบบมือถือมายาวนานที่สุดในอุตสาหกรรม มีความคุ้นเคยกับซัพพลายเชนทั้งหมดเป็นอย่างดี เปรียบเสมือนได้จิ๊กซอว์ตัวสำคัญมาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป

นอกจากมือถือแล้ว ไมโครซอฟต์ยังได้นวัตกรรมที่สำคัญอื่นๆ จากโนเกียอีก เช่น นวัตกรรมการถ่ายภาพ (Imaging) นวัตกรรมในส่วนของ Personal Assistant และ อุปกรณ์พกพาอย่างอื่นที่ทางโนเกียพัฒนาอยู่ (น่าจับตามองว่าเป็นอุปกรณ์อะไร ซึ่งอาจจะตอบโจทย์เรื่องแทบเล็ตของไมโครซอฟต์เพิ่มอีกอย่าง) ยังไม่พอครับ ไมโครอยังได้สิทธิ์ใช้บริการต่างๆ ของโนเกีย เช่น บริการแผนที่ “Here” ที่จะเข้ามาเสริมทัพบริการหลักของไมโครซอฟต์อย่าง Bing , Skype , SkyDrive , MS Office

“คอนเน็คชั่น” เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่ง ที่ไมโครอจะได้จากการซื้อโนเกีย

ทั้งคอนเน็คชั่นและช่องทางการจัดจำหน่าย จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการกระจายสินค้าให้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น เปิดตัวมือถือใหม่ที ก็จะวางขายในแต่ละประเทศเร็วและทั่วถึงทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เราอาจได้เห็นไมโครซอฟต์เอาจริงกับการพัฒนาร้านค้าปลีกของตัวเอง ปรับเปลี่ยนศูนย์โนเกียสาขาต่างๆ ทั่วโลกรวมกับไมโครซอฟต์สโตร์ที่มีอยู่แล้ว 75 สาขา เพื่อชนกับแอ๊ปเปิ้ลสโตร์โดยตรง (ไพ่ใบนี้กูเกิลเสียเปรียบเต็มๆ เพราะไม่มีอยู่คนเดียว)

ใช้กลยุทธ์ Vertical Integration เต็มรูปแบบ เพราะมีทั้ง Backward Vertical Integration และ Forward Vertical Integration ตามรอยแอ๊ปเปิ้ลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ไพ่ทั้งหมดในมือของไมโครซอฟต์ตอนนี้ สามารถใช้พลิกเกมขึ้นมาเปิดสงครามสามก๊กมือถือระหว่างแอ๊ปเปิ้ลและกูเกิลได้สูสีขึ้น ตอบโจทย์ด้านยุทธศาสตร์ของไมโครซอฟต์ชัดเจนและเป็นการสร้างความได้เปรียบการแข่งขันให้กลับมาอยู่ในเกมอีกครั้ง

นอกจากโนเกียแล้ว ไมโครซอฟต์ยังมีตัวเลือกอีกตัว คือ แบล็คเบอร์รี ที่มีนักวิเคราะห์จาก บลูมเบิร์กตีมูลค่าอยู่ที่ 5,500 ล้านดอลลาร์

ไมโครซอฟต์ คิดถูกแล้วครับที่ซื้อโนเกียแทนที่จะเป็น แบล็คเบอร์รี เพราะถ้าไปซื้อแบล็คเบอร์รีแทนไมโครซอฟต์คงไปไม่ถึงดวงดาว เนื่องจากขาดไพ่ในมืออีกหลายสิบใบ เงินก็น้อย ทรัพยากรก็น้อย อีกทั้งไม่เคยทำงานร่วมกันมาใกล้ชิดแบบโนเกีย กว่าจะปรับตัวกันได้คงโดนแอ๊ปเปิ้ลและกูเกิลตีแตกกระเจิงไปแล้ว

ที่สำคัญ อาการของแบล็คเบอร์รีย่ำแย่กว่าโนเกียมาก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไป คือ การใช้แบรนด์ “Asha” สำหรับตลาดฟีเจอร์โฟนและการใช้วินโดวส์โฟนเป็นสมาร์ทโฟน สำหรับ low-cost segment เพื่อขายในประเทศกำลังพัฒนาและจะมี โปรดักส์ชนแอนดรอยด์ในทุกเซคเม้นท์ตั้งแต่รุ่นถูกไปจนถึงรุ่นแพง

เป้าหมายที่ไมโครซอฟต์ตั้งไว้ คือ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนจาก 4% เป็น 15% ภายใน 5 ปี เป็นเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นจริงได้ แต่การแข่งขันจากนี้ไปจะดุเดือดขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามน่าสนใจจากนี้คือ สตีเฟน อีลอป จะไปอยู่ตรงไหน และใครจะมาเป็นซีอีโอของไมโครซอฟต์แทนที่สตีฟ บอลเมอร์ ที่ประกาศลงจากตำแหน่งภายในอีก 1 ปีข้างหน้า

ติดตามอ่านได้ ใน facebook.com/MktHub นะครับ ;)