วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก “ยอดเยี่ยม” สู่ “ยั่งยืน”

องค์กรของไทยหลายแห่ง ก็เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ในการที่จะก้าวต่อไป จากความเยี่ยมยอดสู่ความยั่งยืน

การที่จะทำให้ทุกคนในองค์กรคิด และเกิดแรงบันดาลใจได้ด้วยตนเอง คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แค่ให้ยอมรับและปฎิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ก็เป็นโจทย์ชุดแรกที่ยากไม่ใช่น้อย

จะมีสักกี่องค์กรที่ผู้บริหารสามารถนำพาคนส่วนใหญ่ในองค์กรให้ก้าวข้ามความแตกแยก และการยึดมั่นถือมั่นแต่ความต้องการของตนเอง จนเข้ามาสู่โหมดของการเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ และลดอัตตาการตอบสนองความต้องการส่วนตน โดยไม่แยแสสังคมและคนรอบข้างไปได้

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องรวมกันเป็นกลุ่ม แบ่งงานกันทำ เชื่อมโยงความคิดเป็นระบบ ส่งต่องานกันเป็นกระบวนการ และมีเป้าหมายอยู่ที่การอยู่เย็นเป็นสุขของทุกคน


แม้ว่าความสุขของแต่ละคนอาจจะลดลงไปบ้าง แต่เมื่อผนวกเข้ากับความสงบสุขของสังคมโดยรวมที่แวดล้อมเราอยู่ มันก็จะเป็นสุขที่ทวีคูณได้ในที่สุด ดีกว่าสุขสุดสุดแต่เพียงลำพัง แต่สิ่งรอบข้าง เพื่อนรอบตัว และสิ่งแวดล้อมอับเฉาลงทุกวัน มันก็คงเป็นได้แค่สุขระยะสั้น หรือสุขแบบแคบๆ กับตัวเองชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น


ขณะที่องค์กรทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน หรือแม้แต่องค์กรเพื่อสังคม ต่างล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งทั้งสิ้น บ้างก็จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการสาธารณะ (public services) ความมั่นคง (security services) จัดตั้งขึ้นการส่งเสริม ควบคุม กำกับดูแล และสร้างความยุติธรรมในสังคม ซึ่งโดยมากจะเป็นหน่วยงานราชการเป็นหลัก บ้างก็จัดตั้งขึ้นเพราะความจำเป็นด้านโครงสร้าง และการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (infrastructure services) มักอยู่ในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจ


โดยส่วนใหญ่ในสังคมโดยรวมก็คงหนีไม่พ้นหน่วยงานเอกชนที่ทำธุรกิจ เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประเทศโดยรวม โดยมีองค์กรเพื่อสังคมมาคอยถ่วงดุลในมิติหรือพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐดูแลไม่ทั่วถึง และเอกชนอาจขาดตกบกพร่องลงไป วัตถุประสงค์พื้นฐานขององค์กรรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ มักจะแปลงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ว่าจะเป็นประโยคยาวๆ หรือระบุออกมาเป็นข้อๆ ที่เรียกว่า พันธกิจ (Mission)


องค์กรที่ดีมักจะต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงทิศทาง นโยบาย และเป้าหมายในอนาคต และสื่อสารบอกกล่าวทุกคนในองค์กรให้รับรู้ในแบบเดียวกัน นัยเพื่อปลุกจิตสำนึกในการพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้มีความก้าวหน้าทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ได้ดีเหมือนหลายๆ วัน หลายๆ เดือน และหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะองค์กรที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสอดรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็เป็นการยากที่จะส่งมอบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตรงใจผู้บริโภค สุดท้ายองค์กรนั้นก็จะกลายเป็นองค์กรเชื่องช้า ล้าหลัง และไม่เป็นที่ต้องการ (หมดความสำคัญ) ไปในที่สุด


ในขณะที่องค์กรจำนวนไม่น้อยตระหนัก และเห็นความสำคัญของการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องแล้ว ในจำนวนนั้นก็มีองค์กรในระดับแถวหน้าที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ (Ultimate goals) ไว้ไกลกว่าใครอื่น คือมุ่งที่จะเป็นสุดยอดขององค์กรในหมวดนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมที่ตนอยู่ องค์กรอันดับหนึ่งที่อยู่ในใจลูกค้าด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด องค์กรที่มีผลประกอบการติด 100 บริษัทชั้นนำของโลกหรือของภูมิภาค องค์กรที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีระบบบริหารจัดการดีเยี่ยม (Best practices) จากการประเมินและให้รางวัลโดยสถาบันต่างๆ เป็นต้น


องค์กรทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization - HPO) ซึ่งแน่นอนย่อมมุ่งเน้น (focus) ไปที่ศักยภาพ ความสามารถ และผลการดำเนินงานเป็นหลัก เรียกภาษาชาวบ้านว่าเป็นองค์กรที่ “เก่ง” เหมือนคนที่เรียนหนังสือเก่งแบบนั้น


องค์กรที่มีสมรรถนะสูง หรือองค์กรยอดเยี่ยมเหล่านั้น อาจจะได้รับคำชื่นชมจากคนในวงการที่ให้การยอมรับในฝีมือและความสามารถ แต่การจะได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งแน่นอนคงไม่ใช่เพียงแค่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า (Customer satisfaction) การให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี และมีสวัสดิการที่น่าพึงพอใจแก่พนักงาน (Corporate satisfaction) โดยแข่งขันอย่างยุติธรรมตามกฎกติกา (Competitor satisfaction) เท่านั้น

หากแต่โจทย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือการเป็นองค์กรที่ “ดี” ของชุมชนรอบข้างและสังคมโดยรวม

ไม่ว่าหน่วยงานนั้นๆ จะไปตั้งที่ใด สินค้าจะส่งไปถึงที่ไหนในโลก จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลร้าย จนกลายเป็นผลลบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ดังนั้นการสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับ 3 ฝ่าย ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคงไม่เพียงพอ ถ้าต้องการก้าวต่อไปจากองค์กรยอดเยี่ยม ไปสู่การเป็นองค์กรยั่งยืน


สิ่งที่องค์กรยั่งยืนต้องกระทำก็คือ การสร้างสำนึกร่วมของคนในองค์กรเป็นอันดับแรก ในการที่จะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นผลเสียหายแก่ชุมชนและสังคม ในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการทางธุรกิจ


องค์กรของไทยหลายแห่งก็เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญในการที่จะก้าวต่อไปจากความเยี่ยมยอดสู่ความยั่งยืน จึงทุ่มเทที่จะปฎิบัติให้ได้ตามกรอบแนวคิดสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง CG (Corporate governance) หรือ CSR (Corporate social responsibility) จนถึงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development)


แน่นอนไม่ว่าคนหรือองค์กรที่มีความตั้งใจแล้ว แต่เมื่ออยู่ในระยะเริ่มต้น อาจทำถูกบ้างผิดบ้าง เข้าใจคลาดเคลื่อนบ้าง นำไปปะปนกับแนวคิดแบ่งปันกำไรเพื่อตอบแทนสังคม (Social contribution) หรือนำไปไว้เป็นส่วนหนึ่งในแผนประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์องค์กรบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรือเสียหายไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าก้าวพลาดจากความประมาทตรงไหน หรือขาดความระวังจากการไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพพอตรงส่วนใด ทุกคนสามารถนำเหตุการณ์ต่างๆ มาเรียนรู้และปรับใช้ในการพัฒนาองค์กรของตนได้ทั้งสิ้น


เมื่อใดที่ทุกคน ทุกขั้นตอนกระบวนการ ทุกระบบงาน และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมีสำนึกร่วมกัน เมื่อนั้นก็จะได้รับคำชมและเสียงยอมรับว่าเป็นองค์กรที่ดี และมีความยั่งยืนโดยตัวเอง ความพึงพอใจของชุมชนและสังคม (Community satisfaction) ก็จะเกิดขึ้น


เชื่อว่าถ้าคนไม่หยุดการเรียนรู้ องค์กรก็ไม่หยุดการพัฒนาอย่างแน่นอน