วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อมังกรต้องซ่อนลาย

แทบเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เศรษฐกิจแดนมังกรชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยหากพิจารณาจากการขยายตัวของ GDP แล้ว จะพบว่าชะลอลงต่อเนื่อง

ถึง 9 ไตรมาสติดต่อกัน จากเลขสองหลักมาเหลือที่ 7.5% ต่อปีในไตรมาส 2 ปีนี้ เช่นเดียวกับทิศทางการส่งออกก็หดตัวเป็นครั้งแรกนับจากช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ยิ่งไปกว่านั้นภาคการเงินก็ประสบปัญหาไม่ยิ่งหย่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพคล่องในภาคธนาคารจีนในช่วงเดือนพฤษภาคม หรือจะเป็นกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเงินตลาดทุนจีน จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า ฤๅมังกรจะสิ้นลายเสียแล้ว

หาได้ไม่ สัญญาณเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างอ่อนๆ แล้ว ไม่ว่าจะพิจารณาจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขการส่งออก-นำเข้า รวมถึงดัชนีอื่นๆ เช่น การผลิตและการใช้ไฟฟ้า และการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ต่างเริ่มผงกหัวขึ้นทั้งสิ้น ทำให้นักวิเคราะห์ระยะสั้นหันมาฟันธงว่า เศรษฐกิจจีนน่าจะฟื้นขึ้นแล้วหลังจากคอตกไปชั่วขณะ

สำหรับมุมมองของผู้เขียนต่อสถานการณ์จีนนั้น ค่อนไปทางอนุรักษนิยม โดยผู้เขียนเห็นว่าในระยะสั้น อาจเห็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้น แต่ในระยะยาวแล้วเศรษฐกิจจีนมีแต่จะชะลอลง เพื่อปรับสมดุลทางเศรษฐกิจเพื่อให้ขยายตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผู้เขียนเห็นว่า ในเชิงโครงสร้างนั้น จีนกำลังเผชิญทางตันใน 3 ด้าน ดังนี้

ทางตันที่หนึ่ง ได้แก่ปัญหาปัจจัยการผลิต “ส่วนเพิ่ม” ที่ลดลง โดยเฉพาะภาคแรงงาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า การที่เศรษฐกิจจีนโตได้ระดับสองหลักในช่วงปี 2544-50 นั้นเป็นเพราะการที่จีนมีแรงงานล้นเหลือจากภาคเกษตร ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายมาสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยง่าย เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการสามารถจ่ายค่าแรงราคาถูกได้

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันแรงงานส่วนเกินในภาคเกษตรของจีนได้หมดลงแล้ว ทำให้จีนประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นเหตุให้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น (เกือบ 10 เท่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเมื่อประกอบกับนโยบายลูกคนเดียวของจีน ยิ่งทำให้สถานการณ์แรงงานขาดแคลนจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคต (กำลังแรงงานจีนจะหดตัวประมาณ 2-3% ใน 10 ปีข้างหน้า)

ทางตันที่สอง ได้แก่ประสิทธิภาพในการลงทุนที่ลดลง โดยที่ผ่านมา นอกจากจีนจะใช้นโยบายแรงงานถูกแล้ว ยังใช้นโยบาย “เงิน” ถูกอีกด้วย (หรือที่เรียกว่า Financial Repression) โดยกดดอกเบี้ยเงินฝากไว้ในระดับต่ำ เพื่อที่จะสามารถปล่อยกู้ให้รัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นในราคาถูก ขณะที่ไม่ปล่อยกู้กับภาคธุรกิจเอกชน หรือปล่อยด้วยดอกเบี้ยสูงมาก

การที่รัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นได้เงินมาโดยง่ายนั้น นำมาสู่ปัญหาการลงทุนในโครงการที่ฟุ่มเฟือยเป็นจำนวนมาก เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่มีมากกว่าความต้องการจริงมาก จนเกิดกระแสข่าว “เมืองร้าง” ในหัวเมืองต่างจังหวัดของจีนเป็นอันมาก

ขณะที่ในภาพรวมนั้น IMF ได้วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจใดที่มีการลงทุนโดยรวมเกิน 30-40% ของ GDP เศรษฐกิจนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตได้ โดยประสบการณ์ในอดีตจะเห็นว่า ระดับการลงทุนต่อเศรษฐกิจของทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งต่างพุ่งขึ้นถึงระดับนี้ทั้งสิ้น ขณะที่ระดับดังกล่าวของจีนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 38% ของ GDP แล้ว แปลว่าจีนจะต้องลดระดับการลงทุนลง รวมถึงลงทุนอย่างมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตดังกล่าว

ทางตันที่สาม ได้แก่ปัญหาหนี้โดยรวมที่พุ่งขึ้น อันเป็นผลจากดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป ที่ทำให้ระดับหนี้โดยรวม (ของทั้งรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น ภาคเอกชนและหนี้ครัวเรือน) พุ่งสูงกว่า 200% ของ GDP และมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยของทั้งประเทศมีสูงเกือบ 30% ของ GDP

ยอดมูลหนี้ที่สูง รวมถึงรายจ่ายดอกเบี้ยที่สูงนี้ ทำให้ลูกหนี้ต้องกันเงินส่วนหนึ่งที่ควรจะใช้ในการพัฒนาการผลิตมาเป็นค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจจีนเสี่ยงต่อภาระรายจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปอีกหากดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น (เพราะฐานการคำนวณที่ใหญ่ขึ้น)

นอกจากนั้น ดอกเบี้ยที่ถูกกดให้ต่ำ ขณะที่การปล่อยกู้แบบเน้นสายสัมพันธ์ ยังทำให้การปล่อยสินเชื่อหละหลวม ส่งผลให้อัตราหนี้เสียโดยรวมอยู่ระดับสูงถึงเกือบ 25% ของสินเชื่อรวมอีกด้วย (อันเป็นตัวเลขประมาณการของสำนักวิจัย Goldman Sachs ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลประกาศที่ประมาณ 1% อย่างมาก) ขณะที่ผู้ฝากเงินไม่สามารถหาแหล่งฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงหันมาลงทุนในตราสารการเงินแปลกๆ ที่เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง” (Wealth Management Product) อันเป็นที่มาของ “ภาคการเงินเงา” (Shadow Banking) ที่มีผู้วิเคราะห์ว่าอาจอยู่ระดับสูงถึงกว่า 70% ของ GDP ทีเดียว

และเป็นเพราะการขยายตัวของภาคการเงินเงา ที่ภาครัฐเข้ากำกับตรวจสอบลำบากนี่เอง ที่ทำให้ทางการจีนกังวล และเป็นที่มาของการ “บีบ” สถาบันการเงินในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยไม่สนับสนุนสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินต่างๆ จึงเป็นเหตุให้อัตราการกู้ยืมระหว่างธนาคารพุ่งขึ้นถึงระดับ 15% จากระดับปกติที่ประมาณ 3%

ผู้เขียนเห็นว่า ในระยะต่อไป จีนจะต้องผ่าทางตันทั้งสามนี้ให้ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน โดยจีนจะต้องเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการเน้นการผลิตเพื่อส่งออกโดยใช้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำ มาเป็นการผลิตที่เน้นเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงเน้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถพัฒนาการผลิตไปสู่สินค้าเทคโนโลยีสูงได้

แต่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือทางการจีนจะต้อง “ล้างบาง” โดยหันไปเอาจริงเอาจังกับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นที่คอร์รัปชัน เพื่อลดโครงการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์และมีผลประโยชน์กับพวกพ้อง นอกจากนั้น จีนยังต้องยุตินโยบายเงินถูก โดยสนับสนุนให้ธนาคารขนาดเล็กสามารถแข่งขันสู้กับขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ยกเลิกการกำหนดเพดานดอกเบี้ย และอนุญาตให้ธนาคารออกตราสารทางการเงิน เช่น บัตรเงินฝาก (Certificate of Deposit: CD) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการลดทอนความสำคัญของภาคการเงินเงาไปได้

แต่ในภาพรวม จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะมองมุมใด เศรษฐกิจจีนจะต้องชะลอลงในระยะต่อไปอย่างค่อนข้างแน่นอน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าจะมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก 3 ประการ

ประการแรก ได้แก่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกน่าจะไม่พุ่งสูงขึ้นอีกมากนัก โดยที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะโลหะหนักที่ใช้ในอุตสาหกรรม (โดยจีนเป็นผู้บริโภคอันดับหนึ่งของสินแร่เหล็ก ถ่านหิน ตะกั่ว อะลูมิเนียม และทองแดง สูงถึงกว่า 30-40% ของการบริโภครวมทั้งโลก) รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยางพารา น้ำมัน และธัญพืชต่างๆ ดังนั้น เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงย่อมทำให้ความต้องการและราคาสินค้าต่างๆ ลดลงด้วย

ประการที่สอง ได้แก่ การส่งออกสินค้าต่างๆ ไปยังจีนในระยะต่อไปอาจมีแนวโน้มลดลงระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขั้นกลาง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่นยางพารา ซึ่งจะทำให้การส่งออกของประเทศที่พึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับต้นๆ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม ชะลอตัวลงในระยะต่อไป

ประการสุดท้าย ได้แก่ การที่จีนจะต้องจัดระเบียบเศรษฐกิจในประเทศของตนเองเสียใหม่นั้น อาจทำให้ความพยายามที่จะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกนั้นล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น รัสเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น ยุโรปและอาเซียน เข้ามาถ่วงดุลอำนาจในระดับโลกได้

เมื่อมังกรซ่อนลาย นัยต่อโลกจะมีมหาศาล นักลงทุน รวมถึงผู้บริหารประเทศและองค์กรจะต้องพึงระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบให้มากที่สุด