ไม่ต้องวิเคราะห์มากมาย ก็พอจะสรุปได้ว่าเหตุการณ์วุ่นวาย น่าอับอายในสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น
เป็นความไร้มาตรฐานของนักการเมือง ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นพอๆ กัน
งานนี้ไม่มีพระเอก มีแต่ผู้ร้าย
เพราะว่าด้านพรรครัฐบาลก็จะดึงดันผ่านมาตราแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมีเสียงข้างมากแล้ว ก็ใช้วิธีการลงมติให้ผ่านไปได้ โดยไม่สนใจว่าจะต้องสร้างบรรยากาศของความใจกว้างที่จะฟัง และแลกเปลี่ยนความเห็นที่ขัดแย้งอย่างมีอารยะ
ฝ่ายค้านเมื่อรู้ว่าโหวตครั้งใดก็แพ้ทุกที จึงใช้วิธีการสกัดกั้นทางสภา ด้วยการประท้วงและไม่ให้ความร่วมมือประธานในที่ประชุม ใช้วิธีการก่อกวน ยั่วยุ จนเป็นเรื่อง
ระบบการประสานงานของวิประหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ที่ควรจะเป็นกลไกของการป้องกันความวุ่นวาย และต่อรองกันด้วยเหตุด้วยผล ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เราจึงกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ที่นักการเมืองยังขาดวุฒิภาวะและความสำนึกต่อความรู้สึกของประชาชน ที่เลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่แทนอย่างสิ้นเชิง
รัฐสภาไหน ต้องมีตำรวจมาล้อมประธานสภา ระหว่างลงคะแนนเสียง ต้องถือว่าเป็นระบอบที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย หนีไม่พ้นว่าจะต้องสั่นคลอนอย่างหนัก
ภาพที่ออกไปทั่วโลกเมื่อวานนี้ จึงตอกย้ำอีกครั้งว่า ถ้าเป็นเรื่องแย่ๆ ที่ทำลายชื่อเสียงของประเทศแล้ว ไทยเราจะไม่ยอมน้อยหน้าใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน ค้ามนุษย์ ยาเสพติด ละเมิดสิทธิมนุษยชน...และล่าสุด การลงมือลงไม้กันกลางที่ประชุมรัฐสภา
ผมเอารูปของความวุ่นวายในสภาของประเทศอื่นมาดูเพื่อเปรียบเทียบ... เพื่อจะยืนยันว่าเราต้องเป็นแชมป์ในเรื่องที่น่าสรรเสริญ เช่น ความซื่อสัตย์ คุณภาพการศึกษา มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และ การแข่งขันกันทำความดี...ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายกลางสภา...อย่างที่กำลังเกิดขึ้น









