สวัสดีครับ เดือนที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านนานแค่ไหน
ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ว่าก็คือเอาตั้งแต่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด (Fed) ออกมา "ส่งสัญญาณ”ว่า Fed จะเลิกและลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบที่เราเรียกกันว่า Quantitative Easing (QE) จนติดปากนั่นแหละครับ จนถึงเวลาหรือจังหวะที่ Fed จะ "ทำจริง”
ผมได้เรียนว่าน่าจะเป็นในช่วงเดือนก.ย.ที่จะถึงนี้แหละครับ และได้เรียนท่านผู้อ่านว่าคงต้องเตรียมตัว (และเตรียมใจในบางท่านบางกรณี) อย่างไรบ้าง ในเดือนนี้ก็อยากจะเรียนให้ท่านทราบในเรื่องนี้ต่อ ได้พบปะท่านผู้อ่านของผมบางท่านได้กรุณาแนะนำ และชี้แนะว่าให้บอกให้ละเอียดหน่อย เอาแบบชัดๆ เนื้อๆ เน้นๆ ไปเลย ก็เลยจะขอบอกว่าจะพยายามเต็มที่ที่จะทำดังกล่าวที่ขอมา และเช่นเคยทั้งหลายทั้งปวงเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ มาว่ากันเลยนะครับ
ข้อแรกเศรษฐกิจของอเมริกาฟื้นตัวแล้วอย่างแท้จริง หากเราดูย้อนหลังไปสักสองปีประมาณส.ค.ปี 2554 (2011) ถ้าจำกันได้ว่าราคาสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น Financial assets หรือไม่ก็ตาม มีราคาต่ำและมีการเข้ามาช้อนซื้อกันมาก ปัจจุบันคงไม่ต้องพูดถึงประเด็นนี้แล้ว เพราะข้อเท็จจริงสินทรัพย์ดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ในขั้นตอนต่อไปก็คือต้องทำอย่างไรที่จะทำให้การปรับตัวดังกล่าวสามารถจะจีรังยั่งยืน (Sustainable)
เราก็คงต้องกลับมาพิจารณาดัชนีบ่งชี้ปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ หากเราติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจของอเมริกาที่สำคัญและเกี่ยวข้อง (important and relavant) ก็จะพบว่าเป็นดัชนีที่มีการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของอเมริกากระเตื้องขึ้นมาก อย่างที่เคยเรียนว่าดัชนีดังกล่าวนั้นต้องเป็นดัชนีบ่งชี้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ตัวเลขอื่นๆ อาจต้องไม่ไปสนใจมันสักระยะ) ได้แก่1.)การจ้างงาน (อัตราการว่างงาน , การจ้างงาน,การขอชดเชยเนื่องจากการว่างงาน) 2.)การบริโภคภายในประเทศ (คำสั่งซื้อสินค้า,การสร้างบ้านใหม่,ยอดขายบ้านเก่า,ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค)
หรือหากจะไปดูดัชนีบ่งชี้เรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจห้างร้าน เราก็อาจดูได้จาก 1.)ผลการประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ 2.)ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ผลิตอย่างที่กล่าวข้างต้น ตัวเลขทุกตัวบ่งชี้ไปในทางบวกทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เชื่อกันว่า Fed ใช้ในการตัดสินเรื่องการลด/เลิก การทำ QE
ข้อที่สอง การปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตร ดัชนีตลาดหุ้นของอเมริกาอยู่ใน “ขาขึ้น”ที่แท้จริง จริงอยู่ที่จะต้องมีการปรับลดลงบ้างซึ่งก็เป็นการทำกำไรระยะสั้นทั้งสิ้น ทางด้านตลาดพันธบัตร ก็ปรากฏว่าอัตราผลตอบแทน(Yield) ของพันธบัตรรัฐบาล(U.S. Treasuries) ก็มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเริ่มจากระยะยาวก่อน ซึ่งก็บ่งชี้ว่ามีการขายพันธบัตรและกลับเข้ามาในตลาดหุ้น ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ และเอสแอนด์พี 500 สูงขึ้นตามลำดับ เพียงแต่ว่ายังไม่เป็นไปในแบบ Bull run ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ขึ้นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การที่จะเป็นการ
"วิ่ง” แบบวัว นั่นคงจะเห็นค่อนข้างแน่นอนและคงจะไม่นานเกินรอ
ข้อที่สาม การปรับตัวของค่าเงินดอลลาร์ หลังจากที่วิ่งทะลุระดับ 100 เยน ไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนนี้ก็อยู่ในช่วง "พักเหนื่อย” อยู่ที่ระดับประมาณ 97- 99 เยน ซึ่งก็ "in line” กับการปรับลดลงของเงินสกุลที่เคยให้อัตราผลตอบแทนที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินสกุลออสเตรเลียนดอลลาร์
เงินออสซี่นั้นเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางของเขา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นเงินของเขาอ่อนลง และก็คงจะช่วยซ้ำด้วยการลดดอกเบี้ยทางการของเขาลงมาอีก หากใครยังไม่รู้ก็โปรดทราบด้วยว่าการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของออสซี่ มีมากเป็นอันดับสองของเงินสกุลต่างๆ ของโลก ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา (แต่ก็ไม่เห็นเขาจะทะเลาะกันเลย) ส่วนเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคแถวๆ บ้านเรา นอกจากที่ค่าเงินบาทอ่อนทะลุระดับ 31 บาท (และจะอ่อนลงอีก) แล้ว
เงินสกุลอื่นๆ เช่นสิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์ก็อ่อนลงเช่นกัน สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือใครจะผันผวนมาก ใครจะผันผวนน้อย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยสามอย่างข้างต้น ซึ่งผมเห็นว่าควรจะเรียนให้ท่านทราบก็มีดังนี้นะครับ
1.)คงจะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับไปในตลาดอเมริกา ซึ่งหมายความว่าค่าของเงินดอลลาร์จะมีค่าสูงขึ้น ส่วนจะเร็วแบบ”วัววิ่ง” หรือไม่ อยู่ที่ตัวกระตุ้นต่าง ๆ รวมถึงข่าวลือ ข่าวจริงที่จะมีการนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำให้ "วัววิ่ง"
2.)การเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าว จะส่งผลทำให้หุ้นจะวิ่งขึ้น อัตราดอกเบี้ยของอเมริกาจะปรับตัวสูงขึ้น หุ้นนั้นไม่ต้องพูดซ้ำอีก แต่อัตราดอกเบี้ยนั้นคงต้องใช้เวลาอีกพอควร ในความเห็นของผม Fed คงจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยของเขาก่อนครึ่งปีหลังของปีหน้า (2014) แต่ที่พูดตอนนี้เรื่องดอกเบี้ยนั้นก็อยากจะบอกไปยังคนที่ซื้อกองทุนลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะท่านอาจจะได้รับความเสียหายได้นะครับ
4.)ตลาดหุ้นอื่น ๆ ก็คงจะแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ แบบมองไม่เห็นฝั่งเช่นในยุโรป แบบที่มองเห็นลางๆ ว่าจะลงเช่นตลาด TIPs และแบบที่มองเห็นค่อนข้างชัดว่าจะสูงขึ้นเช่น ญี่ปุ่น หากเรานำประวัติศาสตร์มารับใช้ปัจจุบันอาจจะจัดลำดับได้ว่า เมื่ออเมริกาดีขึ้น ญี่ปุ่นก็น่าจะตามมาติด ๆ หลังจากญี่ปุ่นก็น่าจะเป็นตลาดอื่น ๆ ที่พึ่งพาอเมริกามาก ๆ เช่นสิงคโปร์ หลังจากนั้นก็ยุโรป
ผมยังไม่ได้พูดถึงจีนเลย ซึ่งรวมถึงฮ่องกงด้วย เพราะมันยากมากและอาจจะก่อให้เกิดความสับสนได้ เพียงแต่อยากจะบอกว่าในกรณีของจีนขอเพียงให้จีน "ประคองตัว”ไม่ให้ Crash Landing ก็จะเป็นคุณูปการต่อเศรษฐกิจโลกนำโดยอเมริกา ซึ่งก็จะเป็นการวิ่งแบบ “bull run” ที่แท้จริง
ส่วนเศรษฐกิจไทยนั้น หากที่ผมเล่ามาเป็นจริง ข้าวของก็จะแพงขึ้น เนื่องจากน้ำมันจะแพงขึ้น เพราะบาทอ่อน คราวนี้ แหล่ะของจริง สวัสดี








