วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อยากได้อย่างเขา ต้องทำให้ได้อย่างเขา

สังคมเราผ่านกระบวนการเรียนรู้อะไรมามาก เราเคยมีประสบการณ์เรื่องของ “ยันตระ นิกร เณรแอร์” มากระทั่งวันนี้เรามี “สมีคำ”

เหตุการณ์หมุนเวียนเหมือนวัฏจักรซ้ำรอยเดิม เราก็ยังคงได้ยินเสียงพร่ำบ่นรู้สึกหดหู่สะเทือนใจ แต่ไม่เคยมีใครคิดจะแก้ไขจัดการกับปัญหาขบวนการลวงโลกต่างๆ ในสังคมนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศให้ทัดหน้าเทียมตาประเทศเพื่อนบ้าน

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ประชาคมอาเซียนประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าการเป็น “ตลาดเดียวเหมือนตลาดร่วมยุโรป หรือ EC” ในฐานะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC แต่สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และ สิงคโปร์ มองไกลไปกว่านั้น อย่างกรณีมาเลเซียเองซึ่งมีประวัติความรุนแรงในสังคมทั้งเรื่องเหยียดผิวเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ฆ่าแกงกันมาระหว่างคนมุสลิมชนส่วนใหญ่กับชาวจีนคนกลุ่มน้อย แต่วันนี้ก็สามารถปรองดองสมานฉันท์อยู่ร่วมกันได้ และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายราซัค ประกาศพร้อมจะให้มาเลเซียเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว (developed country) ในปี พ.ศ. 2563”

ต้องยอมรับว่าคนในสังคมของเราส่วนใหญ่มีคนเก่งมีคนมีความรู้ความสามารถมากกว่าทั้งสองประเทศนี้รวมกัน หากเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนประชากร แต่คนของเราบางส่วนยังมีแนวคิดทัศนคติในทางไม่ถูกต้อง และสังคมเรายังไม่ส่งเสริมให้โอกาส “คนดีจริง เก่งจริง” ซึ่งผมพูดและเขียนถึงในหลายวาระโอกาส ทำให้บรรดา survivors ในสังคมนี้กลายเป็นพวก “ฉลาดแกมโกง” เราถึงได้เห็นกรณีน่าสนใจหลายเรื่อง เอาอย่างง่ายๆ เรากำลังจะมีทีวีดิจิทัลในอีกไม่นาน แต่ในช่วงที่เรากำลังดูเคเบิลทีวีกันอยู่นี้ ทราบมาว่า บริษัทผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่ ไม่อาจทนกับการแฮก (hack) เอาสัญญาณไปจัดจำหน่ายให้คนที่อยากดูของแพงแต่ไม่ต้องจ่ายแพง จึงว่าจ้างบริษัทหนึ่งให้เข้ามาแก้ไขพร้อมทำสัญญาด้วยว่าหากยังคงแฮกได้ จะต้องจ่ายค่าทำขวัญให้เขาร่วมๆ ร้อยล้านบาท ทำให้บรรดาพวกขี้โกงวันนี้ดิ้นรนเอาตัวรอดไปขโมยสัญญาณของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ASTRO ของมาเลเซีย หรือ ระบบ HD ของเวียดนามมาให้บริการแทน เรียกว่าจะป้องกันอย่างไรก็ยังมีช่องให้ดิ้นไปได้ แยบยล ยิ่งกว่า “เอ็ดเวิร์ด สโนเดน” หรือ “วิกิลีกส์” ที่มหาอำนาจกำลังล่าตัวกันจ้าละหวั่น

ผมจึงอยากให้พวกเรามองปัญหาแบบใจกว้างๆ และช่วยกันมีทัศนคติและคิดแบบสร้างสรรค์ ผมเห็นตัวอย่างที่บริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่รายหนึ่งส่งทีมทนายมาเล่นงานอาบังขายกาแฟ ต่างกับความคิดของคนหลายๆ คน เพราะคนส่วนใหญ่ยังแยกแยะคำว่า “ความผิด” กับ “การยกเว้นโทษ” ด้วยมุมมองที่อาจเอาตัวท่านเองเข้าไปเป็นตัวตั้งกันมากเกิน เพราะคงคิดว่าถ้าตนเองมีปัญหาคล้ายๆ กัน น่าจะไม่ต้องถูกดำเนินการใดๆ เหมือนอย่างกรณีนักกีฬาทีมชาติไปทำขายหน้าชาวโลกไล่เตะต่อยกระทืบกันกลางสนามกีฬาแล้วออกมาขอโทษผ่านยูทูป ยังมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งความมีเมตตาถือเป็นคุณธรรมที่ดี แต่นั่นไม่ใช่ว่า การขอโทษแล้วจะพ้นผิดไปได้ แม้แต่ในทางศาลหากจำเลยสำนึกผิดก็ถือเป็นข้อที่จะนำไปผ่อนปรนบรรเทาโทษ แต่ “ความผิดยังอยู่” ยังต้องมีโทษไปตามความหนักเบา

เราต้อง “คิดอ่านและพิจารณาอย่างมีสติ” บางคนบอกว่าสังคมนี้ “เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง” ซึ่งส่วนหนึ่งผมเห็นด้วย เพราะไม่เช่นนั้น เราจะไม่เห็นปรากฏการณ์ พระผู้ใหญ่สึกออกไปอยู่กับสีกา พาเอาญาติโยมฟูมฟายกระจองอแง เพราะไปยึดติดกับ “ตัวตน” ของคนที่เชื่อถือเคารพศรัทธา จึงเป็นเหตุให้หนังดราม่า (Drama) ละครน้ำเน่าออกมาฉายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางเรื่องเอามาสร้างใหม่นับสิบครั้ง

ถ้าเราอยาก “เป็นเหมือนเขามีเหมือนเขา” เราต้อง “ทำให้ได้อย่างเขา” เป็นสิ่งที่ผมอยากให้คนไทยทุกคนคิดกันให้ได้ ผมเคยเห็น คนในบางองค์กรมีแต่ความริษยาเคียดแค้น เห็นคนมีตำแหน่งสูงกว่าได้สิทธิประโยชน์ มีที่จอดรถเฉพาะ มีโอกาสใช้ทรัพยากรต่างๆ มากกว่า ก็ไปนินทาว่าร้ายอย่างขาดสติพินิจดูว่าเขาทำอะไรเพื่อองค์กรบ้าง ได้แต่หน้ามืดมีเดียรถีย์จิตตั้งกลุ่มนินทาให้ร้ายเขา แทนที่จะพัฒนาตัวเองให้ทัดเทียม ถ้าอยากได้เหมือนเขาก็ต้องพัฒนาตนเองเป็นผู้จัดการให้ได้ เป็นผู้นำองค์กรให้ได้ นี่คือตัวอย่างการพัฒนาที่ผมเห็นมาในหลายสังคม

ซึ่งในฐานะที่อยู่ในแวดวงการศึกษาก็ยังต้องโทษที่การบริหารจัดการศึกษาเรายังไม่เอื้อให้มีการ “ส่งเสริมคนดีจริง เก่งจริง” ดังที่ผมได้พูดและเขียนถึงในหลายวาระโอกาส ผมยังยืนยันที่จะรณรงค์ให้สังคมจะต้องพึ่งพา “แวดวงวิชาการได้ เหมือนที่คนมองวงการตุลาการเป็น the last resort หรือที่พึ่งท้ายสุดของคนเรา” แต่หากสังคมยังยอมอยู่กันแบบหลอกลวงจอมปลอม ขนาดหน้าตัวเอง จมูกตัวเองยังปลอม หรือ คนในวงการวิชาการยังไม่เข้าใจว่า “การทำการศึกษาเชิงพาณิชย์แบบในปัจจุบันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคม ไม่เข้าใจว่าการเอาผลงานของนิสิตนักศึกษามาอ้างแล้วไม่ให้เครดิตเขานั้นเป็น plagiarism ถึงจะจ้างวานแต่โดยมาตรฐานทางจริยธรรมเขาถือเป็นความผิดร้ายแรงเข้าขั้นปาราชิกในทางธรรม” ถ้ายังไม่เข้าใจและยังทำกันอยู่แบบไม่สะทกสะท้าน ก็ถือว่าผมได้ทำหน้าที่พลเมืองดีในการสะท้อนปัญหาให้สังคมรับทราบอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่สังคมจะรับไปดำเนินการอย่างไรคงต้องสุดแต่ทุกท่านจะเห็นควร