วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป็นผู้บริหาร ในคราบผู้นำ กันเถอะ

เราสามารถสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นได้ในตัวทุกคน โดยไม่จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งในระดับบังคับบัญชาแต่อย่างใด หากแต่อยู่ที่การวางตัว

ยุคนี้ต้องรู้ทั้งลึกและกว้าง ผู้ใหญ่บางท่านบอกคนรุ่นใหม่รู้กว้างนะ หัวไว ใจเด็ดเดี่ยว รู้มากกว่าคนรุ่นเก่าอีก เพราะเข้าอินเทอร์เน็ต เปิดเว็บไซต์ แต่อยากจะบอกว่าที่แท้จริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น จากประสบการณ์ที่สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ พบว่า รู้กว้างจริง เคยเห็น เคยได้ยิน เคยรู้ เคยลอง แต่กลับพบว่าตอบผิดๆถูกๆเลือนลางเหลือเกิน เรียกว่า รู้กว้างแบบปล่อยผ่าน ฉาบฉวยมาก ขาดการหยิบจับและนำประเด็นน่าสนใจมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือพูดง่ายๆคือเชื่อมโยงไม่เป็น มองโลกแบบแยกส่วน มองวิชาเป็นเล่มๆแยกกัน และด้วยความที่ยุคสมัยแห่งการสืบค้นง่ายแสนง่ายนี้ เยาวชนคนรุ่นใหม่บางส่วนก็ทำได้ดีในแง่การศึกษาค้นคว้า แต่เยาวชนจำนวนที่มากกว่ายังคงใช้กระทู้ไปกับการตั้งคำถามที่ต้องการให้ใครก็ได้ช่วยมาตอบให้ฉันที เพราะอ่านจากคำถามก็รู้ว่ายังไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรในการสืบค้นมาก่อน แล้วเราจะหวังอะไรจากคนรุ่นใหม่ที่เมื่อวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารในองค์กรต่างๆ

ในยุคปัจจุบันองค์กรต้องการคนที่มาทำหน้าที่ผู้บริหารไม่ว่าจะระดับต้น กลาง หรือสูง ที่มีภาวะผู้นำมากกว่ามาใช้อำนาจหน้าที่สั่งการหรือบังคับบัญชา เพราะมีเหตุการณ์มากมายในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การใช้อำนาจตามหัวโขน ไม่สามารถกระตุ้นจูงใจให้พนักงานในองค์กรทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ หากแต่การเข้าไปยึดกุมหัวใจให้เกิดความศรัทธาจะมีพลังขับเคลื่อนที่มากกว่า ที่สำคัญผู้บริหารจะต้องสามารถสื่อสารให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ และเชื่อมโยงภาพย่อยได้อย่างเป็นระบบ เห็นกลไก ความเชื่อมโยง และผลกระทบระหว่างองค์ประกอบต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์สุดท้าย หรือบรรลุเป้าหมายใหญ่ให้ได้ในที่สุด

ไม่เช่นนั้นจะต้องมาเสียเวลากับการแก้ปัญหาส่วนย่อยๆ ตรงนั้นที ตรงนี้ที ไม่เป็นอันทำอะไร เพราะผู้ที่ดูแลส่วนย่อยๆลดหลั่นไปตามลำดับนั้นมือไม่ถึง เก่งไม่พอ ไม่สามารถกระตุ้นจูงใจ หรือชักนำคนที่อยู่ในพื้นที่เล็กๆนั้นให้เห็นเป้าหมายเดียวกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ความร่วมมือที่จะทำเพื่อส่วนรวมก็คงไม่มี ทุกคนมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว มุ่งแต่วิจารณ์คนรอบข้าง แต่ละเลยการมองตนเอง โดยนึกไปเองว่าเราแน่เราเก่ง เรามีความรู้ความสามารถมากกว่าคนอื่น เก่งที่จะมองข้อผิดพลาดของคนอื่น และวิพากษ์วิจารณ์แสดงภูมิรู้ที่จะไปแก้ไข หรือเสนอแนะให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง กลับเป็นคนที่แทบไม่เปลี่ยนอะไรเลย แม้แต่ความคิด ก็ไม่เคยเปลี่ยน ทัศนคติแบบนี้อันตรายมากไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่อันตรายต่อสังคมและคนรอบข้าง เพราะอาจจะเป็นคนที่กวนน้ำให้ขุ่นได้ตลอดเวลา พอน้ำเริ่มใสก็จะหาเรื่องพาให้ขุ่นอีก

บางครั้งในการสร้างบรรยากาศพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องคิดและทำกลับด้านกับรูปแบบทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน อย่างเช่นการประชุม กรณีที่พนักงานหรือคนในทีมนิ่งเงียบไม่แสดงความคิดเห็น นั่นอาจเป็นเพราะว่า เค้ากำลังประเมินสถานการณ์ว่าถ้าพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรออกไป ปฎิกิริยาของคนอื่นๆจะเป็นอย่างไร บรรยากาศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือไม่ บางคนอาจเพราะยังไม่คุ้นเคยกับการที่จะต้องคิดและแสดงความคิดเห็นในช่วงเวลาสั้นๆ อาจจะพยายามที่จะคิดตามหรือคิดให้ได้ ดังนั้นอย่าร้อนใจหรือเร่งรัดจนเกินไป โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมที่มีตำแหน่งสูงๆ ประสบการณ์มากๆ ต้องอดใจ อดทน และอดกลั้น แม้ว่าจะคาดหวังอะไรไว้สูงก็ตาม ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น และครั้งแรกๆก็มักจะช้าเป็นเรื่องธรรมดา

ความจริงแล้วเราสามารถสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นได้ในตัวทุกคน โดยไม่จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งในระดับบังคับบัญชาแต่อย่างใด หากแต่อยู่ที่การวางตัวของเราต่างหาก จากสิ่งที่มีคนพยายามประมวลมาให้เห็น และเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งผมรวบรวมมาได้จากหลายๆแหล่ง รวมทั้งจากการพูดคุยในหมู่คนทำงานด้วยกัน เพียงแค่เราลองมาทบทวน เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติจากข้อแตกต่างนี้ แล้วมาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคน ระหว่างการบังคับบัญชา(ที่ใช้กันมากในอดีต) กับการนำ(ที่เหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบัน) ดังนี้

•ผู้บังคับบัญชาชอบสั่งการ แต่ผู้นำชอบชี้แนะแนวทาง
•ผู้บังคับบัญชาชอบใช้อำนาจ แต่ผู้นำใช้ความปรารถนาดี
•ผู้บังคับบัญชาสร้างความกลัว แต่ผู้นำสร้างความตื่นตัว
•ผู้บังคับบัญชามักพูดว่า “ฉัน” หรือ “ผม” แต่ผู้นำมักพูดว่า “เรา” หรือ “พวกเรา”
•ผู้บังคับบัญชาหาคนทำผิด แต่ผู้นำหาสาเหตุและทางแก้ปัญหา
•ผู้บังคับบัญชาบอกให้ทำ แต่ผู้นำทำให้ดู
•ผู้บังคับบัญชาเอาหน้าจากผลงาน แต่ผู้นำให้หน้ากับคนทำงาน
•ผู้บังคับบัญชาชี้นิ้วสั่ง แต่ผู้นำขอความร่วมมือ
•ผู้บังคับบัญชาสั่งว่า “ไปได้” แต่ผู้นำชวนว่า “ไปกันเถอะ”
•ผู้บังคับบัญชาอยู่ข้างหลัง แต่ผู้นำอยู่ข้างหน้า หรืออยู่เคียงข้าง
•ผู้บังคับบัญชามีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ผู้นำมีอำนาจตามบารมีที่สั่งสมมา

การบังคับบัญชาในระบบหรือรูปแบบในอดีต หรือที่บางองค์กรยังคงใช้กันอยู่นั้น บทบาทและอำนาจมีมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ก็จริง ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้าย หรือใช้ไม่ได้เลย เพียงแต่ควรมีให้เป็นพื้นฐาน และใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น มีเวลาน้อย เงื่อนไขข้อจำกัดมาก ต้องการผลรวดเร็วชัดเจน เป็นต้น แต่ไม่ควรใช้บ่อยจนเป็นนิสัย เพราะถ้าใช้มากอาจเสพติดกลายเป็นคนที่นิยมในอำนาจ และมองข้ามคุณค่าของคนรอบข้างไปได้ง่ายๆ แค่เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมและใช้อำนาจตามลายลักษณ์อักษรเท่าที่จำเป็น ปรับทัศนคติจาก “การสั่ง” มาเป็น “การนำ” แทน เมื่อทำบ่อยเข้าจนเป็นนิสัย ไม่นานเราก็จะได้เป็นผู้บริหารในคราบผู้นำในที่สุด