น่ายินดีที่ได้เห็นการเจรจาเอฟ ที เอ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยการเจรจารอบแรกที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อ พ.ค. 2556
และรอบที่ 2 จะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือน ก.ย. ศกนี้ และที่ได้เห็นภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องตื่นตัวและสนใจการใช้ประโยชน์จากการเจรจาเอฟ ที เอ ไทย-อียู เพื่อเปิดตลาดและรักษาผลประโยชน์ของไทยในตลาดสหภาพยุโรปกันอย่างจริงจัง
สินค้าประมง ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา หรือปลาหมึก เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปอียู และเป็นตัวอย่างหนึ่งที่การเจรจาเอฟ ที เอ น่าจะมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือช่วยรักษา เปิดตลาดและเยียวยาผลกระทบที่ไทยจะได้รับการจากถูกตัดสิทธิ GSP
ในขณะที่สิทธิพิเศษทางภาษีประเภท GSP ที่ไทยเคยได้รับจากอียูในสินค้าสำคัญหลายรายการ อาทิ กุ้งแปรรูป กำลังจะหมดสิทธิ GSP (ในลักษณะ section graduation) ลงในวันที่ 1 ม.ค. 2557 นี้แล้ว ซึ่งสำหรับภาคธุรกิจอัตราภาษีที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด อาทิ สำหรับสินค้ากุ้งแปรรูปเพิ่มจาก 7% กลายเป็น 20% ในต้นปีหน้า จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่มีราคาสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการจ้างงานในอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนั้น อย่าลืมว่า ในปีหน้า (วันที่ 1 ม.ค. 2557) อียูจะทำการทบทวนประจำปีเพื่อตัดชื่อประเทศที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบ GSP โดยเน้นหลักการที่จะให้ประโยชน์เฉพาะประเทศที่มีความต้องการจริง หากประเทศไทยยังคงได้รับการจัดอันดับโดย World Bank ตาม GNI per capita ให้เป็น upper-middle income country อีกในปี 2556 (ซึ่งก็นับเป็นข่าวดี) ซึ่งจะทำให้ไทยครองตำแหน่งนี้ติดกันมาเป็นระยะเวลา 3 ปี จะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่มีสิทธิได้รับสิทธิ GSP จากอียู ไม่ว่าในสินค้าใดๆ รวมทั้งกุ้งแช่แข็ง และสินค้าประมงแช่แข็งอื่นๆ โดยที่อียูให้เวลาปรับตัว 1 ปีหมายความว่าสิทธิ GSP จากอียูอาจจะหมดไปสำหรับทุกตัวสินค้าจากไทยในต้นปี 2558 ดังนั้น ภาคธุรกิจไม่ว่าจะสาขาประมงหรือสาขาใดที่ใช้ประโยชน์จากสิทธิ GSP อยู่อย่านิ่งนอนใจควรเร่งหารือภาครัฐหรือเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อหามาตรการทางออกที่อาจใช้การเจรจา เอฟ ที เอ เป็นเวทีเพื่อหารือได้ ก่อนที่จะสายเกินไป
ในระยะสั้น ภาคธุรกิจคงได้เตรียมปรับตัวรับมือกับอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้นในต้นปีหน้าแล้ว แต่ในระยะยาวการวางยุทธศาสตร์การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดยุโรปผ่านการเจรจาเอฟ ที เอ เป็นประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งกำหนดท่าทีและความต้องการของตนเพื่อสื่อสารแก่ภาครัฐโดยเร็ว เนื่องจากเอฟ ที เอ จะเป็นเหมือนทางออกหรือโอกาสในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งอัตราภาษีพิเศษที่ต่ำลง (ยิ่งต่ำยิ่งดี) และการอำนวยความสะดวกทางการค้าอื่นๆ (ที่คู่แข่งไม่ได้รับจากอียู) และที่สำคัญยังเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและข้อเสียเปรียบทางการค้าต่างๆ ที่ทำให้ไทยยังไม่ได้ใช้ศักยภาพในการส่งออกในตลาดสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่าการเจรจากับอียูเพื่อเปิดตลาดและลดมาตรการกีดกันทางการค้าในสาขาเกษตรและอาหารน่าจะเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะอียูมีท่าทีปกป้องและอุดหนุนภาคการเกษตรของตนอยู่มาก นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสุขอนามัยของสินค้าเกษตรและอาหารที่เข้มงวด และมีข้อกำหนดอื่นๆ อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์ และแรงงาน ของอียูและภาคเอกชนอียูที่สูงมาก ที่หากไทยปฏิบัติตามไม่ได้อาจกลายเป็นข้อกีดกันทางการค้าที่ทำให้สินค้าไทยเสียโอกาสในการเข้าตลาดอียูไปได้
ในขณะที่อียูเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีนโยบายและมาตรการควบคุมด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหารที่เข้มงวด โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชากรและผู้บริโภคยุโรป รวมทั้งสัตว์ พืช และสภาวะสิ่งแวดล้อมในยุโรป แต่นอกจากที่มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตในยุโรปแล้ว ยังครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรและอาหารที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากประเทศที่สามเพื่อมาจำหน่ายและบริโภคในตลาดอียูด้วย ดังนั้น สินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศไทยที่ส่งออกมาจำหน่ายในตลาดอียูจึงต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยของอาหารที่อียูกำหนดอย่างเคร่งครัด
ล่าสุด ไทยประสบปัญหาสุขอนามัยในสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกไปตลาดอียู อาทิ ปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในสินค้าทูน่ากระป๋องในช่วงปี 2555 ทำให้ความเชื่อมั่นของอียูลดลงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทย แต่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องของไทยก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่ และคาดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนั้น อียูยังให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของอียู ประเด็นที่เกี่ยวกับสินค้าประมงที่จับในทะเล (ไม่รวมกุ้งที่เลี้ยงในฟาร์ม) นั้น ได้แก่ การปฏิบัติตามกฎระเบียบการห้ามทำประมงเถื่อนหรือที่เรียกว่า IUU (Illegal, unreported and unregulated fishing) ในเรื่องนี้ ไทยต้องเร่งให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวหน่อย โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมที่มาของวัตถุดิบสินค้าประมงสำหรับการแปรรูปสินค้าอาหารทะเลหลายประเภทเพื่อส่งออกไปอียู ว่าสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่าไม่ได้มาจากการทำประมงเถื่อน นอกจากนั้น การใช้แรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายในโรงงานผลิตสินค้าประมงของไทยก็เป็นอีกประเด็นที่กลุ่ม NGOs ยุโรปจับตามองอยู่ และหากประเด็นเหล่านี้ถูกนำเสนอในสื่อมวลชนและสาธารณชนยุโรป สินค้าไทยก็จะเสียภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดอียูไปได้ จึงเป็นประเด็นอ่อนไว้ที่ภาคเอกชนต้องให้ความสำคัญ
ดังนั้น ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเจรจาเอฟ ที เอ ไทย-อียู จึงไม่ได้อยู่ที่เพียงการเจรจาต่อรองเปิดตลาดให้ได้อัตราภาษีที่ต่ำลงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันไทยก็ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพในการผลิตและรักษาระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับด้านอื่นๆ อาทิ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของอียู และประเด็นด้านแรงงาน มิเช่นนั้น เมื่อเจรจาเปิดตลาดได้ภาษีในอัตราที่ต่ำมาได้ แต่สินค้าไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคก็คงไม่มีประโยชน์
ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศคู่แข่งของไทย อาทิ เวียดนาม ได้พัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าประมง ทั้งกุ้ง ปลา และปลาหมึก ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของอียูมากขึ้น และเวียดนามได้เดินหน้าเปิดการเจรจาเอฟ ที เอ กับอียูไปแล้วก่อนหน้าไทย ดังนั้น ความเร่งด่วนของการเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศใดเจรจาได้สิทธิประโยชน์ก่อน ก็ย่อมได้ใช้ประโยชน์จากเอฟ ที เอ เพื่อเปิดตลาดอียูก่อน หรือที่เรียกว่าการใช้ประโยชน์จากเอฟ ที เอ แบบ first come first serve
คงถึงเวลาที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยควรรวมตัวกันมองผลประโยชน์และกำหนดท่าทีและความต้องการของธุรกิจตนในตลาดอียูอย่างจริงจัง ว่าจะรักษาผลประโยชน์อย่างไร และใช้เอฟ ที เอ เป็นโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรปwww.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd








