วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นำธรรมาภิบาล....เข้าวัด

เมืองพุทธอย่างไทย หันไปทางไหนก็มี “พระดัง” อยู่มากมาย

แต่พระที่ได้พื้นที่ข่าวล้นหลาม ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ “เณรคำ” และอีกรายหนึ่ง ซึ่งวันนี้ ได้กลายเป็น ฆราวาสไปแล้ว นามว่า “มิตสุโอะ”
รายแรกกำลังถูกสอบสวนสารพัดข้อหา ทั้งเรื่องเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิง และทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก สังคมตัดสินว่าหมดความเป็นพระไปนานแล้ว ส่วนรายหลังฮืออากันทั้งประเทศ เมื่อลาสิกขากะทันหัน เพราะพบความสุขแท้จริงกับสีกาหน้าตาสะสวย
วันนี้ ผมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับอดีตพระข้างต้น แต่ผมอยากจะเสนอแนวคิดออกมาดังๆ ว่า การที่เราได้เห็นข่าว พระมั่วเพศ พระเสพยา พระค้ายาบ้า พระเมาสุรา พระโกงเงินบริจาค พระเวียนเทียนอาหารบิณฑบาต พระยิงกันในวัด ฯลฯ นั้น เป็นเพราะเหตุใด และน่าจะมีวิธีแก้ไข อย่างไร เพื่อให้ศรัทธาของชาวพุทธ ไม่เสื่อมลงไปมากกว่านี้
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศาสนา ผมเพียงนำ “แนวคิดในเรื่องธรรมาภิบาล” ที่ผมคุ้นเคย บวกกับ สามัญสำนึก เพื่อมาพินิจพิเคราะห์เท่านั้น จะถูกหรือผิด หรือข้อเท็จจริงตกหล่นไปบ้าง ก็ขออภัยและให้ถือเสียว่า ออกมาจากจิตใจที่ไม่มีอะไรแอบแฝง นอกเสียจากอยากเห็นสิ่งดีงามและศรัทธาเกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ของไทย
ประการแรก ผมคิดว่า “กระบวนการ” ที่ใครสักคน จะเข้ามาเป็น “พระ” ให้ผู้คนกราบไหว้ได้นั้น ค่อนข้างจะง่ายไปสักหน่อย คือเพียงอายุครบ และเพียงท่องบทสวดเพื่อขออุปสมบท ก็ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว ถึงแม้จะมีหลักเกณฑ์อื่นๆอยู่ด้วย แต่ในทางปฏิบัติเราก็เห็นกันอยู่ว่า การที่ใครสักคนจะบวชนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นจึงมีจึงมีฆราวาส ที่เข้าไปครองผ้าเหลืองและมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
เวลาเอกชนคัดเลือกบุคลากร เขามีกระบวนการสอบทั้งข้อเขียน และสัมภาษณ์ รวมทั้งทดสอบภาวะจิตใจ นอกจากนั้น เมื่อรับเข้าทำงานแล้ว ก็ยังมีช่วงเวลาทดลองงาน เพื่อพิจารณา ว่าจะบรรจุหรือไม่ แม้รัดกุมขนาดนั้นแล้ว ก็ยังมีคนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หลุดลอดเข้ามาสร้างความเสียหาย หรือความเสื่อมเสียให้แก่องค์กร เป็นระยะๆ เหมือนกัน
ผมอยากจะถามผู้รู้หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีวิธีใดไหม ที่วัดทุกแห่ง จะกลั่นกรอง คนที่กำลังจะขออุปสมบท ให้รัดกุมกว่าปัจจุบัน เช่นตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมในอดีตอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้น รวมทั้ง ให้ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อประพฤติปฏิบัติ ในการเตรียมความพร้อม ภายใต้การกำกับดูแลของคณะสงฆ์ เพื่อให้สบายใจว่าเป็นบุคคลที่ควรให้อุปสมบทได้
ประการต่อมาก็คือเรื่อง “เงินทำบุญ” ซึ่งโดยปกติ หลังจากผู้มีจิตศรัทธา ได้นำเงินทำบุญใส่ตู้ไปแล้ว เรามักจะถือว่าจบ ไม่มีใครใส่ใจติดตามอีกต่อไป จนกลายเป็นที่มาของ “วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง” หรือพบว่าพระสงฆ์บางรูป มีเงินจำนวนมากอยู่ในบัญชีเงินฝากของตนเอง หรือญาติพี่น้อง
เดือนที่แล้ว ผมนั่งเรือไปทำบุญ 3-4 วัด มีอยู่วัดหนึ่ง วางตู้บริจาคไว้หลายตู้ พร้อมทั้งมีสมุดอนุโมทนาบัตรหลายเล่ม วางอยู่ข้างตู้ และทุกเล่มได้ลงนามรับเงินไว้เรียบร้อยแล้วทุกฉบับ ผู้ทำบุญเพียงกรอกชื่อและจำนวนเงินด้วยตนเอง แล้วฉีกออกไปเองตามอัธยาศัย ผมไม่เห็นว่ามีพระหรือเจ้าหน้าที่คอยดูแลสักราย ทำไมจึงง่ายขนาดนี้ และทำให้ผมสงสัยว่า ในแต่ละวัน เขามีการตรวจสอบยอดเงินในตู้ กับข้อมูลในสมุดอนุโมทนาบัตร ทุกเล่มหรือไม่ และถ้าไม่ตรงกัน (หรือถ้ามีคนมือบอนหยิบไปสักเล่ม) จะทำอย่างไร ฯลฯ
หลังสงกรานต์ ผมไปกราบหลวงพ่อมงคลบพิตร ที่อยุธยา เห็นผู้คนกราบไหว้ขอพรท่าน และทำบุญกันอย่างล้นหลาม ส่วนผม เมื่อกราบและร่วมทำบุญแล้ว ได้เดินไปรอบๆองค์ท่าน เพื่อซึมซับความงดงามและความยิ่งใหญ่ จนถึงด้านหลังจึงได้เห็น ป้ายบรรจุข้อความ ที่ทำให้รู้สึกดี เพราะระบุไว้ว่า “เดือนเมษายน 2556 มีเงินบริจาคแต่ละประเภท รวมกันแล้ว 2,536,618 บาท” และแยกประเภทไว้อย่างชัดเจน

อย่างน้อยนี่ก็เป็นการ “เปิดเผยข้อมูล” ที่พวกเราในวงการธรรมาภิบาลเรียกกันว่า “Disclosure” ซึ่งในวัดอีกหลายๆแห่ง ไม่เคยมีตัวเลขอย่างนี้ให้ชาวพุทธได้เห็น แต่การนำเงินนี้ไปใช้จ่ายอย่างไรบ้าง และตรวจสอบได้หรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่ควรจะต้องทำและเปิดเผยต่อไป
อีกประการหนึ่ง ก็คือภาคเอกชนมีระบบควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ที่รัดกุม แต่วัด (โดยทั่วไป) น่าจะยังไม่มีระบบอย่างนี้ที่ดีพอ ซึ่งการจะทำได้ จะต้องมี “คณะกรรมการตรวจสอบ” ที่มีความโปร่งใสและเป็นอิสระ ตรงนี้ ผมก็ให้กังขาอยู่เหมือนกันว่า การที่วัดแต่ละแห่ง มี “กรรมการ” อยู่นั้น แต่ละคนมีที่มาอย่างไร และโปร่งใสเพียงใด เหตุใดจึงเป็นที่มาของประโยคว่า “วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง” และทำไมจึงมีข่าวของฆราวาสที่เข้าไปเป็นกรรมการวัด เบียดบังผลประโยชน์จากทรัพย์สินและเงินบริจาค เป็นระยะๆ
เรื่องอย่างนี้ ถ้าเป็นภาคเอกชน คณะกรรมการ (Board) ก็ต้องมาจากการคัดเลือกโดยผู้ถือหุ้น ให้เข้ามาเป็นผู้กำกับดูแล จากนั้นคณะกรรมการก็ แต่งตั้ง ซีอีโอให้ เป็นผู้บริหารสูงสุด แต่เมื่อเป็นวัด ก็คงมี คณะกรรมการวัด และมี ท่านเจ้าอาวาส (ซึ่งน่าจะถือว่า) เป็น ซีอีโอ ทำงานร่วมกัน และควรต้องคิดต่อไปด้วยว่า “ที่มา” และ”การพ้นตำแหน่ง” ทั้งของกรรมการวัด และซีอีโอวัด นั้น ควรเป็นเช่นใด
ผมไม่ทราบว่ากรรมการวัด นั้น ประชาชนชาวพุทธในชุมชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลัก มีโอกาสพิจารณาอย่างกว้างขวาง มากน้อยเพียงใด ส่วนผู้ที่เป็น ซีอีโอ คือท่านเจ้าอาวาส นั้น ผมคาดว่าท่านน่าจะได้เป็น เพราะบวชมานาน และเมื่อเป็นแล้ว ก็เป็นจนสังขารแก่เฒ่า หูตาพร่ามัว ความคล่องแคล่วหายไป แม้บางรูป อาจจะเป็นพระที่สอนดีและยังมีพละกำลังดี แต่ท่านก็ไม่มีความรู้เรื่องการบริหาร หรือเรื่องการเงิน ที่ดีพอ ย่อมบกพร่องเป็นธรรมดา
ผมได้ยินเพื่อนในวงการแพทย์ พูดกันว่า เวลาเอาหมอ ไปเป็นผู้บริหาร พวกเขาจะ “เสียหมอดีๆ ไปคนหนึ่ง และได้ผู้บริหารที่ไม่เข้าท่า มาหนึ่งคน” ได้ยินอย่างนี้ ขำไม่ออกเหมือนกัน ทำให้นึกเปรียบเทียบว่า อาจเหมือนกับการให้พระดีๆ ไปเป็นผู้บริหารวัด นั่นแหละ
ธรรมาภิบาลเอกชนนั้น บอร์ดบริษัท มีโอกาส ทบทวนผลงานของ ซีอีโอ ได้ตลอดเวลา หรืออย่างช้าที่สุด ก็ปีละหนึ่งครั้ง ตอนพิจารณาขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัส ถ้าหากซีอีโอ ขาดสมรรถนะ บอร์ด ก็ปลดออกได้ แล้วหาคนใหม่เข้ามาแทน ถ้าบอร์ดไม่ยอมปลด ผู้ถือหุ้น ก็อาจลงมติปลดบอร์ดเสียเอง หรือกดดันบอร์ดให้ลาออก แต่ในการบริหารวัดนั้น ไม่ทราบว่า ซีอีโอ ได้รับการประเมินโดยใคร อย่างไรหรือไม่ และถ้าซีอีโอ หมดสภาพ จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร หรือมีข้อจำกัดอย่างไร ผมฝากไปคิดพิจารณาครับ
ผมไม่ได้เสนอว่าองค์กรที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำอย่างไรต่อไป ผมเพียงเสนอว่า แนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลนั้น มีประเด็นใดบ้าง ที่อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแล และการบริหารวัดได้ เพื่อให้ชาวพุทธ เกิดศรัทธามากขึ้น ส่วนจะติดขัดด้วยกฎ ข้อบังคับ อย่างไร องค์กรที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปพิจารณาต่อไป
วัดเป็นศูนย์รวมแห่งทรัพย์สินและเงินบริจาค แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือวัดเป็น “ศูนย์รวมแห่งธรรม” ดังนั้น......วัดจึงต้องมี “ธรรมาภิบาล”
ถูกต้องไหมเล่าครับ