วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวอย่างจากทางใต้

ควันไฟป่าที่เข้าตาและจมูกของผู้เขียนตลอดการเดินทางดูงานด้านการเงินในมาเลเซียและสิงคโปร์กับสถาบันพระปกเกล้า

หาใช่สิ่งเดียวที่รบกวนจิตใจผู้เขียนไม่

แต่อีกสิ่งที่ติดค้างในใจตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการดูงาน คือคำตอบต่อคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดทั้งสองประเทศจึงมีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและการเงินสูงกว่าไทย และความพร้อมที่สูงกว่านี้จะทำให้ทั้งสองประเทศได้เปรียบมากกว่าเมื่อประเทศอาเซียนมีการเปิดเสรีทางการเงินในกรอบ AEC อย่างเต็มรูปแบบหรือไม่

แม้ว่าองค์กรที่กำกับภาคการเงินของทั้งสองประเทศนั้นถูกตั้งมาในระยะเวลาใกล้เคียงกับของไทย แต่ปัจจุบันขนาดของตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน ตลอดจนภาคธนาคารเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศนั้น ใหญ่กว่าไทยในระดับประมาณ 20%-100% บ่งชี้ว่าทั้งสองประเทศมีพัฒนาการด้านการเงินที่รวดเร็วกว่าไทย

และเพราะขนาดภาคการเงินของทั้งสองประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งนี่เอง ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถระดมทุนในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าไทย ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ ที่วัดจากรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per Capita) ของมาเลเซียและสิงคโปร์สูงกว่าไทย 2 และ 10 เท่าตามลำดับ

ด้วยความสงสัยดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวมถึงได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (Securities Commission) ของมาเลเซีย และธนาคารกลางของสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า สาเหตุที่ทั้งสองประเทศมีภาคการเงินที่แข็งแกร่งมี 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก เป็นเพราะทั้งสองประเทศรู้จักหาประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของประเทศนั้น โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งสองประเทศเป็นประเทศขนาดกลางและเล็ก และทรัพยากรธรรมชาติและประชากรมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศไทย ไม่ว่าจะพิจารณาจากพื้นที่ที่เล็กกว่าไทยกว่า 36% และ 99% (กรณีมาเลเซียและสิงคโปร์) ทำให้ทั้งสองประเทศไม่สามารถพึ่งพาภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาประเทศได้มากนัก โดยสัดส่วนของภาคทั้งสองเมื่อเทียบกับ GDP ของทั้งสองประเทศเล็กกว่าไทยประมาณ 5-22%

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นเมืองท่า ทำให้มีการขนส่ง รวมถึงปริมาณธุรกรรมด้านการเงินเพื่อการติดต่อซื้อขายสูง ทั้งสองประเทศจึงสามารถพัฒนาศักยภาพภาคการบริการด้านการเงินให้เป็นอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาประเทศแทนอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานเป็นจำนวนมากได้

ประการที่สอง ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการที่จะเป็นหนึ่งด้านการเงินในแต่ละด้าน โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลางด้านการเงินในภูมิภาคนี้ ขณะที่มาเลเซียตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้านการเงินอิสลาม

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ทางการของประเทศทั้งสองจึงมีนโยบายที่ชัดเจน โดยกรณีของสิงคโปร์นั้น ภาคธนาคารของสิงคโปร์ก็ถูกคุมเข้มมิให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้โดยง่าย โดยสถาบันการเงินต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในสิงคโปร์จะต้องผ่านกฎเกณฑ์ Qualified Full Bank (QFB) ที่เข้มงวด (โดยปัจจุบัน มีเพียง 8 ธนาคารระหว่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตแบบ QFB ให้ธุรกรรมทุกชนิดในสิงคโปร์) ในขณะเดียวกัน ทางการของสิงคโปร์ก็สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ของตนไปทำธุรกิจยังต่างประเทศ จึงเป็นเหตุให้ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง DBS UOB และ OCBC ออกไปขยายสาขาทั่วเอเชีย

ในส่วนของมาเลเซียนั้น มีการตั้งวาระแห่งชาติชัดเจนที่จะเลื่อนมาเลเซียขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะถึงฝั่งฝันได้ด้วยการพัฒนาภาคการเงินให้เข้มแข็ง และสามารถระดมทุนเพื่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์ราชการขนาดใหญ่ Putrajaya ตึกแฝด Petronas และโครงการ Multimedia Super Corridor อันเป็นโครงการพัฒนานิคมธุรกิจด้านสารนิเทศขนาดใหญ่ระดับเดียวกับ Silicon Valley ของสหรัฐ

หนทางหนึ่งที่มาเลเซียจะระดมทุนมหาศาลได้คือผ่านการพัฒนาระบบธนาคารและการเงินอิสลามให้เข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางระดับโลก โดยมีการจัดตั้ง Malaysia International Islamic Financial Center เพื่อพัฒนาธุรกิจด้านการเงินอิสลามของมาเลเซียให้เข้มแข็ง ทั้งการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินตามรูปแบบอิสลาม (Sharia-compliant) การประกันภัยตามรูปแบบอิสลาม (Takaful) รวมถึงการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างๆ

ความพยายามผลักดันพัฒนาด้านการเงินอิสลามนี่เองทำให้มาเลเซียเป็นที่ยอมรับในระดับสากลให้เป็นเมืองหลวงของการเงินอิสลาม และทำให้ภาคการเงินอิสลามมีขนาดถึงกว่า 20% ของภาคการเงินมาเลเซียทั้งหมด และเป็นส่วนสำคัญในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซีย

ประการสุดท้าย ที่ทำให้ทั้งสองประเทศมีระดับการพัฒนาภาคการเงินที่สูงนั้น เป็นเพราะมีการวางแผนและออกแบบสถาบัน (Institutional Design) ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย โดยในส่วนของสิงคโปร์ที่เป็นประเทศขนาดเล็ก จึงสามารถรวมศูนย์ให้ Monetary Authority of Singapore (MAS) ทำหน้าที่ทั้งเป็นธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงด้านการประกันภัย อยู่ในหลังคาเดียวกัน

การกำกับดูแลและพัฒนาภาคการเงินแบบองค์รวมนี่เอง เป็นส่วนสำคัญทำให้นโยบายด้านการเงินของสิงคโปร์มีเสถียรภาพและเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการออกกฎระเบียบที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ยืดหยุ่น เพื่อให้ MAS ทำหน้าที่เป็นทั้งคันเร่งและเบรกของภาคการเงินที่สมบูรณ์แบบ

ในส่วนของมาเลเซียนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการวางแผนทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างเป็นระบบก็ว่าได้ เพราะเริ่มตั้งแต่มีการตั้งเป้าหมายในปี 1991 ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 และมีแผนระยะสั้นทุกๆ 5 ปีเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน โดยจัดตั้ง “โมเดลเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Model) เป็นกรอบในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีทั้งการแปรรูป (Transform) ภาคเอกชน ภาครัฐ และนโยบาย “1 Malaysia” เพื่อความเป็นเอกภาพทั้งในเศรษฐกิจ สังคม และภาครัฐ

หนึ่งในกรอบการแปรรูปเอกชน ได้แก่การเลือก “แชมเปี้ยนแห่งชาติ” โดยในภาคการเงินนั้น ธนาคารเมย์แบงก์ และ CIMB อันเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 1 และ 3 ได้รับการเลือก รวมถึงสนับสนุนให้ไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนและเอเชียอย่างแข็งขัน จึงเป็นเหตุให้ทั้งสองธนาคารสามารถควบรวมธนาคารในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้แม้ในประเทศชายขอบอย่างกัมพูชาและเวียดนาม

นอกจากนั้น ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นดั่งมือไม้ของรัฐบาลในการลงทุนในธุรกิจที่จะเป็นกลยุทธ์ของประเทศ โดยกรณีของสิงคโปร์ได้แก่ เทมาเส็กและบริษัทเพื่อการลงทุนแห่งรัฐบาลสิงคโปร์ (GIC) ที่ลงทุนในธุรกิจต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสิงคโปร์ ขณะที่ของมาเลเซียได้แก่ กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (Khazanah) กองทุนบำเหน็จบำนาญลูกจ้าง (Employees Provident Fund) และกองทุน Pemodalan ที่เข้าลงทุนอย่างแข็งขันในธุรกิจที่เป็นกลยุทธ์ของชาติ เช่น บริษัทน้ำมันปิโตรนาส บริษัทรถยนต์โปรตอน ธนาคาร CIMB กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง UEM และ Telekom Malaysia เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าทั้งสองประเทศมีการวางแผนและเตรียมการเพื่อความเป็นหนึ่งด้านการเงินอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ออกแบบสถาบันที่สอดรับเป้าหมาย และการรู้จักหาประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เพื่อนบ้านทางใต้ของเราได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะในกรอบด้านการเงิน

แล้วไทยล่ะ พร้อมที่จะเข้าสู่สนามรบ AEC แล้วหรือยัง