ปรากฏการณ์หมอกควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย กำลังเป็นประเด็นปรึกษาหารือระหว่างสมาชิกอาเซียน
การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุม 15th TWG&MSC ที่จะจัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2556 ต่างมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหามลภาวะหมอกควันให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนเขตเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) ที่น่าแปลกใจก็คือ ทำไมประเทศไทยซึ่งประสบปัญหาหมอกควันจากเพื่อนบ้านเหมือนกัน ไม่เคยนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเรียกร้องให้มีการหารือระดับนานาชาติ สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องหมอกควันนี้ แผนงาน นสธ. ได้สนับสนุนการวิจัย ซึ่งผลการวิจัยพบประเด็นสำคัญ 3 ประการคือ
หนึ่ง ประเทศอาเซียนตอนเหนือในเขตภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ซึ่งมีปัญหาหมอกควันมากกว่าเขตศูนย์สูตร เห็นได้จากปริมาณจุดความร้อนและระยะเวลาที่มีค่าฝุ่นละอองในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมีมากกว่าประเทศอาเซียนเขตศูนย์สูตรหลายเท่าตัว
การสำรวจจุดความร้อนที่ทำให้เกิดหมอกควันของดาวเทียม NOAA-18 (www.weather. gov.sg/wip/web/ASMC/Haze_Information) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า จุดความร้อนจำนวนมากเกิดขึ้นเสมอเป็นประจำทุกปี เห็นได้จากจำนวนจุดความร้อนที่ดาวเทียม Aqua Modisและ Terra Modis ตรวจพบในพ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นปีที่มีความแห้งแล้งและเกิดหมอกควันรุนแรงพบจุดความร้อนเกิดขึ้นจำนวน 270,789 จุด ปี 2553 พบ 259,015 จุด ปี 2555 พบ 240,591 จุด และ ปี 2556 พบ 205,812 จุด โดยในปี 2556 เป็นข้อมูลจุดความร้อนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน แต่คาดว่าจำนวนจุดความร้อนทั้งปีจะไม่แตกต่างจากในปี 2555 มากนักหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเป็นปีที่มีฝนตกน้อย จึงมีสภาวะอากาศแห้งแล้งจนหมอกควันเกิดขึ้นเร็วกว่าปีก่อนๆ
สอง ภาคเหนือของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควันที่ข้ามแดนมาจากพม่าการเกิดหมอกควันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอยู่ 2 ช่วงเวลาตามอิทธิพลของลมมรสุมช่วงแรกเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในภาคพื้นทวีปในเขตประเทศ สปป.ลาว เมียนมาร์กัมพูชา เวียดนามและไทยพบจำนวนจุดความร้อนมากที่สุดร้อยละ 85-90 เกิดจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดพาเอาความหนาวเย็นจากจีนเข้ามา ทำให้เกิดความแห้งแล้ง โดยมีความรุนแรงมากที่สุดในเดือนมีนาคม และประเทศเมียนมาร์มีจุดความร้อนมากที่สุดในกลุ่มนี้ ถึงร้อยละ 41 กระแสลมในบริเวณนี้ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดน เมื่อลมพัดจากประเทศเมียนมาร์เข้าสู่ประเทศไทยจากทิศทางดังกล่าว
สำหรับช่วงที่สอง เป็นเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรติดชายทะเลหรือเป็นหมู่เกาะ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนติมอร์ตะวันออก และฟิลิปปินส์ มีจำนวนจุดความร้อน ร้อยละ 10-15 ของภูมิภาคนี้โดยประเทศอินโดนีเซียมีจำนวนจุดความร้อนมากที่สุดในกลุ่มนี้ ร้อยละ 75 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่เกิดปัญหามากอยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม มีสาเหตุจากไฟป่าและการเผาขยายพื้นที่เพาะปลูกในเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย หมอกควันข้ามแดนนี้เกิดจากลมพัดฝุ่นละอองและหมอกควันไปทางทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามายังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และจังหวัดภาคใต้ตอนล่างของไทยเป็นครั้งคราว (จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสตูล) ดังเห็นได้จากข่าวความรุนแรงของหมอกควันในเดือนมิถุนายน 2556
ถ้าเกิดไฟไหม้ป่าพรุในภาคใต้ในระยะเวลานี้ด้วย ดังเช่นกรณีไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในเดือนสิงหาคม 2555 พบว่าปัญหาหมอกควันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นขยายวงไปสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช
สุราษฎร์ธานี พัทลุง และตรัง
สาม ปัญหาหมอกควันในประเทศไทยมักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น เอารถดับเพลิงไปพ่นน้ำลดฝุ่น หรือ แก้ที่กิจกรรมคือ ห้ามเผา 100 วันอันตรายแต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือ การเผาไร่เพื่อปลูกข้าวโพดและพืชอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกษตรกรที่ต้องใช้การลงทุนที่เป็นระบบ
ในระดับประเทศอาเซียนได้มีการลงนาม ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ในปี 2545 แล้วในปี 2550 มี 8 ชาติที่ลงนามให้สัตยาบันในความตกลงแก่เลขาธิการทั่วไปของอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เมียนมาร์ เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และไทยโดยประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ยังไม่ลงนามให้สัตยาบัน และล่าสุดนี้ มีการเจรจาในการประชุมอาเซียนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศอาเซียน ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 46 ในระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2556 ณ ประเทศบรูไน และการประชุม 15th TWG&MSC เพื่อหารือเร่งด่วนในระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2556 ณ ประเทศมาเลเซีย
การประชุมชุดนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 เมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนเขตเส้นศูนย์สูตรได้รับผลกระทบรุนแรงจากมลพิษหมอกควันอันเป็นผลมาจากไฟป่าในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ได้จัดการประชุมวาระเร่งด่วนและมีมติให้จัดตั้งคณะทำงานเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนหรือ TWG (Technical Working Group on Transboundary Haze Pollution) ขึ้น โดยมีผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมและมีคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศ (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ประสานงาน) หรือ MSC (Sub-regional Ministerial Steering Committee on Transboundary Haze Pollution) เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานเพื่อสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดน
หากวิเคราะห์ภาพรวมของการจัดการไฟป่า-หมอกควันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีข้อสังเกตว่าการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุม 15th TWG&MSC ที่จะจัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2556 ต่างมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหามลภาวะหมอกควันให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนเขตเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) ในขณะที่ประเทศอาเซียนตอนเหนือในเขตภาคพื้นทวีปซึ่งมีปัญหาหมอกควันมากกว่ากลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันและได้เข้าร่วมประชุมต้องหยิบยกเอาปัญหานี้ขึ้นมาพูดเพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเสมอภาค และต้องเสมอภาคในเรื่องทรัพยากรที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน









