ภายใน 10 กว่าวันรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายจำนำข้าว กลับไปกลับมา เริ่มจาก 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ รับทราบมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 ลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน จาก 15,000 บาทต่อตัน และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 พร้อมจำกัดวงเงินการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรไว้ที่ไม่เกินรายละ 5 แสนบาทด้วย โดยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ เริ่มจาก1.ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีตัวเลขต้นทุนเฉลี่ยสำหรับการปลูกข้าวนาปรังทุกพื้นที่ คำนวณได้ขณะนี้ที่ 8,731 บาทต่อตันข้าวเปลือก
ดังนั้นหากคิดตามสูตรมาตรฐานที่ใช้สำหรับการดูแลราคาพืชเกษตรอื่นๆ ทางกรมฯจะเพิ่มราคาให้ 25% โดยประมาณ ซึ่งก็จะได้ราคาเท่ากับ 10,914 บาทต่อตัน แต่เมื่อคำนวณจากราคาที่ 12,000 บาทต่อตัน ก็จะพบว่ามีส่วนต่างประมาณ 37% ประการที่สองข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่าหากรัฐบาลต้องทำงบประมาณสมดุลภายในปีงบประมาณ 2560 ก็จำเป็นต้องรักษากรอบวินัยการคลัง เหตุผลสุดท้าย เป็นช่วงการเก็บเกี่ยวปลายฤดู ข้าวเปลือกที่เหลือยังไม่เก็บเกี่ยวมีจำนวนไม่มากแล้ว
ผ่านไป 12 วัน การประชุม กขช.วันที่ 1 ก.ค. 2556 ตัดสินใจกลับไปใช้ราคาจำนำข้าวที่ระดับ 15,000 บาทต่อตัน โดยจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. 2556 ยกเว้นภาคใต้ที่สามารถนำข้าวเข้าโครงการได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2556 กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กขช. ให้เหตุผลว่าการปรับราคารับจำนำของนาปรังในราคาเท่าเดิม เนื่องจากในที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่วมกันถึงข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2556
ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ว่ามีจำนวนชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ที่ยังไม่ได้นำข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำอีกประมาณ 2 แสนราย และมีปริมาณข้าวนาปรังที่ยังไม่ได้เข้าโครงการอีกเพียง 2.9 ล้านตันซึ่งอยู่ในกรอบที่ กขช.เห็นว่ายังสามารถใช้วงเงินรับจำนำที่ 15,000 บาทต่อตันได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กขช.ยังจำกัดปริมาณการรับจำนำในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ขณะเดียวกันยังชี้แจงว่าการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปีการผลิต 2555/56 และยังเห็นว่าทิศทางการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ซึ่งจำนวนเงินที่ได้จากการระบายข้าว เข้ามาหมุนเวียนในโครงการ ทำให้สามารถรับจำนำข้าวที่ราคาเดิม โดยไม่กระทบกับกรอบวินัยทางการเงินและการคลัง และยังอยู่ในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท
เราเห็นว่า ระยะเวลาผ่านไปแค่ 10 กว่าวัน แต่ตัวแปรที่รัฐบาลยกขึ้นมาอ้างในการเปลี่ยนแปลงจุดยืนและเหตุผลในการตัดสินใจนั้นถือว่า"คนละเรื่อง"ทั้งๆที่เวลาระยะสั้น ไม่มีเหตุผลที่ตัวแปรจะเปลี่ยนแปลงเชิงนัย เพราะในตอนแรกที่ตัดสินใจลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 บาทเหลือ 12,000 บาทนั้น พูดถึงการสร้างวินัยการเงิน การคลังในระยะยาวที่จะจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560 แต่เมื่อตัดสินกลับมายืนที่ราคาเดิม รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ แม้จะระบุว่าจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. 2556 แต่สะท้อนได้ชัดเจนว่าโอกาสที่รัฐบาลจะกลับไปใช้ราคา 12,000 บาทต่อตันนั้นโอกาสน้อยมาก
ส่วนการตัดสินใจยังคงรับจำนำในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนเหมือนเดิมถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะถือว่าได้ยกเลิกกรอบนโยบายจำนำทุกเมล็ด ลงได้ระดับหนึ่ง เพราะการจำนำทุกเมล็ดเป็นกรอบใหญ่ ที่ฉุดให้คุณภาพข้าวไทยตกต่ำ เพราะส่งเสริมให้เกษตรกรเน้นผลิตข้าวที่ไม่ต้องมีคุณภาพก็สามารถได้ราคา 15,000 บาทต่อตันเหมือนกัน แต่จะถูกต้องกว่านี้หากลดวงเงินให้มาอยู่ระดับไม่เกิน 3-4 แสนบาทต่อครัวเรือน เนื่องจากระดับวงเงิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนนั้นยังถือว่าเป็นชาวนาที่ร่ำรวย แต่หากลดเหลือ 3-4 แสนบาทต่อครัวเรือนถือว่าเป็นการมุ่งเป้าช่วยเหลือรายย่อยอย่างแท้จริงและสัดส่วนที่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนในปัจจุบันนั้น ก็แค่ 10%เท่านั้น เท่ากับว่าส่วนใหญ่ก็ยังเกือบจำนำทุกเมล็ด
เราเห็นว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบาย เพราะไม่ได้ทำเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความอยู่ของประเทศชาติ ทางออกที่เหมาะสมคือรับจำนำในราคาต่ำกว่าตลาด และหาทางช่วยเหลือเรื่องลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ในทางอื่น เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดทำงาน และลดช่องโหว่ทุจริต จากกระบวนการระบายข้าว ขณะเดียวกันก็หันมาเน้นส่งเสริมข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง ข้าวพื้นเมืองของแต่ละจังหวัดที่ต่างชาติยังให้ความนิยม ซึ่งหากรัฐบาลกล้าที่จะยึดผลประโยชน์ส่วนร่วม มากกว่าตัดสินใจภายใต้ตัวแปรทางการเมือง เราเชื่อว่าปัญหาการขาดทุนจำนำข้าวคงไม่ทะลุ 2.2 แสนล้านบาทอย่างที่ปรากฏในวันนี้









