วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"จำนำข้าว" อย่าให้พลาดมากกว่านี้

ภายใน 10 กว่าวันรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายจำนำข้าว กลับไปกลับมา เริ่มจาก 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ รับทราบมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 ลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน จาก 15,000 บาทต่อตัน และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 พร้อมจำกัดวงเงินการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรไว้ที่ไม่เกินรายละ 5 แสนบาทด้วย โดยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ เริ่มจาก1.ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีตัวเลขต้นทุนเฉลี่ยสำหรับการปลูกข้าวนาปรังทุกพื้นที่ คำนวณได้ขณะนี้ที่ 8,731 บาทต่อตันข้าวเปลือก

ดังนั้นหากคิดตามสูตรมาตรฐานที่ใช้สำหรับการดูแลราคาพืชเกษตรอื่นๆ ทางกรมฯจะเพิ่มราคาให้ 25% โดยประมาณ ซึ่งก็จะได้ราคาเท่ากับ 10,914 บาทต่อตัน แต่เมื่อคำนวณจากราคาที่ 12,000 บาทต่อตัน ก็จะพบว่ามีส่วนต่างประมาณ 37% ประการที่สองข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่าหากรัฐบาลต้องทำงบประมาณสมดุลภายในปีงบประมาณ 2560 ก็จำเป็นต้องรักษากรอบวินัยการคลัง เหตุผลสุดท้าย เป็นช่วงการเก็บเกี่ยวปลายฤดู ข้าวเปลือกที่เหลือยังไม่เก็บเกี่ยวมีจำนวนไม่มากแล้ว

ผ่านไป 12 วัน การประชุม กขช.วันที่ 1 ก.ค. 2556 ตัดสินใจกลับไปใช้ราคาจำนำข้าวที่ระดับ 15,000 บาทต่อตัน โดยจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. 2556 ยกเว้นภาคใต้ที่สามารถนำข้าวเข้าโครงการได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2556 กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กขช. ให้เหตุผลว่าการปรับราคารับจำนำของนาปรังในราคาเท่าเดิม เนื่องจากในที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่วมกันถึงข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2556

ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ว่ามีจำนวนชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ที่ยังไม่ได้นำข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำอีกประมาณ 2 แสนราย และมีปริมาณข้าวนาปรังที่ยังไม่ได้เข้าโครงการอีกเพียง 2.9 ล้านตันซึ่งอยู่ในกรอบที่ กขช.เห็นว่ายังสามารถใช้วงเงินรับจำนำที่ 15,000 บาทต่อตันได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กขช.ยังจำกัดปริมาณการรับจำนำในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ขณะเดียวกันยังชี้แจงว่าการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปีการผลิต 2555/56 และยังเห็นว่าทิศทางการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ซึ่งจำนวนเงินที่ได้จากการระบายข้าว เข้ามาหมุนเวียนในโครงการ ทำให้สามารถรับจำนำข้าวที่ราคาเดิม โดยไม่กระทบกับกรอบวินัยทางการเงินและการคลัง และยังอยู่ในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท

เราเห็นว่า ระยะเวลาผ่านไปแค่ 10 กว่าวัน แต่ตัวแปรที่รัฐบาลยกขึ้นมาอ้างในการเปลี่ยนแปลงจุดยืนและเหตุผลในการตัดสินใจนั้นถือว่า"คนละเรื่อง"ทั้งๆที่เวลาระยะสั้น ไม่มีเหตุผลที่ตัวแปรจะเปลี่ยนแปลงเชิงนัย เพราะในตอนแรกที่ตัดสินใจลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 บาทเหลือ 12,000 บาทนั้น พูดถึงการสร้างวินัยการเงิน การคลังในระยะยาวที่จะจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560 แต่เมื่อตัดสินกลับมายืนที่ราคาเดิม รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ แม้จะระบุว่าจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. 2556 แต่สะท้อนได้ชัดเจนว่าโอกาสที่รัฐบาลจะกลับไปใช้ราคา 12,000 บาทต่อตันนั้นโอกาสน้อยมาก

ส่วนการตัดสินใจยังคงรับจำนำในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนเหมือนเดิมถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะถือว่าได้ยกเลิกกรอบนโยบายจำนำทุกเมล็ด ลงได้ระดับหนึ่ง เพราะการจำนำทุกเมล็ดเป็นกรอบใหญ่ ที่ฉุดให้คุณภาพข้าวไทยตกต่ำ เพราะส่งเสริมให้เกษตรกรเน้นผลิตข้าวที่ไม่ต้องมีคุณภาพก็สามารถได้ราคา 15,000 บาทต่อตันเหมือนกัน แต่จะถูกต้องกว่านี้หากลดวงเงินให้มาอยู่ระดับไม่เกิน 3-4 แสนบาทต่อครัวเรือน เนื่องจากระดับวงเงิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนนั้นยังถือว่าเป็นชาวนาที่ร่ำรวย แต่หากลดเหลือ 3-4 แสนบาทต่อครัวเรือนถือว่าเป็นการมุ่งเป้าช่วยเหลือรายย่อยอย่างแท้จริงและสัดส่วนที่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือนในปัจจุบันนั้น ก็แค่ 10%เท่านั้น เท่ากับว่าส่วนใหญ่ก็ยังเกือบจำนำทุกเมล็ด

เราเห็นว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบาย เพราะไม่ได้ทำเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความอยู่ของประเทศชาติ ทางออกที่เหมาะสมคือรับจำนำในราคาต่ำกว่าตลาด และหาทางช่วยเหลือเรื่องลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ในทางอื่น เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดทำงาน และลดช่องโหว่ทุจริต จากกระบวนการระบายข้าว ขณะเดียวกันก็หันมาเน้นส่งเสริมข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง ข้าวพื้นเมืองของแต่ละจังหวัดที่ต่างชาติยังให้ความนิยม ซึ่งหากรัฐบาลกล้าที่จะยึดผลประโยชน์ส่วนร่วม มากกว่าตัดสินใจภายใต้ตัวแปรทางการเมือง เราเชื่อว่าปัญหาการขาดทุนจำนำข้าวคงไม่ทะลุ 2.2 แสนล้านบาทอย่างที่ปรากฏในวันนี้