เพียงไม่ถึงสัปดาห์ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติปรับราคารับจำนำข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2555/56
เป็นราคาเดิม 15,000 บาทต่อตัน จากมติเดิมก่อนหน้านั้นให้ปรับเหลือ 12,000 บาทต่อตัน โดยอ้างเหตุผลว่าได้รับข้อมูลใหม่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าในสิ้นสุดฤดูการทำนาปรังปีนี้ ปริมาณข้าวอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในโครงการ แม้ว่าก่อนหน้านี้การปรับลดราคารับจำนำนั้น กขช.อ้างว่าเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง และการปรับลดในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เหตุผลของกขช.ที่อ้างข้อมูลใหม่นั้นเป็นข้ออ้างที่ยากจะเชื่อถือได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเรื่องของปริมาณข้าว ที่จะเข้าสู่โครงการรับจำนำภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจริง ก็หมายความว่ารัฐบาลดำเนินโครงการนี้อย่างหละหลวมอย่างมาก ซึ่งไม่ต้องพูดถึงข้อมูลในเรื่องการประเมินสถานการณ์ราคาในตลาดโลกและปริมาณผลผลิตระดับโลก รวมทั้งการบริหารจัดการ ซึ่งมีข้อมูลที่ซับซ้อนและต้องใช้ภูมิปัญญามากกว่า นั่นหมายความว่าข้อมูลทั้งหมดแทบไม่มีอะไรที่น่าเชื่อได้เลยนอกจากการเบิกเงินเพื่อใช้ในโครงการ
หากต้องการเข้าใจการกลับไปกลับมาของมติกขช. ต้องมองย้อนกลับไปในช่วงหลังมีมติครั้งแรก ให้ปรับราคารับจำนำลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน ซึ่งหลังจากการปรับลด ปรากฏว่ามีการชุมนุมหรือการเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรให้ใช้ราคาเดิม โดยกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันเรียกร้องนั้นแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนทางการเมืองกับรัฐบาลโดยตรงและกลุ่มที่เป็นเกษตรกรที่ไม่อิงกับการเมือง การกลับมติเดิมให้คงราคารับจำนำเท่าเดิมที่ 15,000 บาทต่อตัน ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดการใดๆ ได้เลยในโครงการนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวต่อไปสำหรับโครงการรับจำนำข้าว คือ อะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถจะควบคุมใดๆ ได้เลย ในด้านราคาข้าวตลาดโลกนั้น ภายหลังจากดำเนินโครงการเข้าสู่ปีที่สอง ก็ปรากฏชัดเจนแล้วว่าการสต็อกข้าวของรัฐบาลเพื่อหวังให้ราคาโลกปรับขึ้นนั้นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น นั้นหมายความว่ารัฐบาลไม่สามารถกำหนดราคาได้ เพราะราคาข้าวในตลาดโลกได้ถูกกำหนดโดยกลไกตลาด ในส่วนราคารับจำนำข้าวภายในประเทศนั้น รัฐบาลกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้เช่นเดียวกันจากนโยบายประชานิยม
สถานการณ์ทางการเมืองอันเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างมาก เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ ด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองแบบประชานิยม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเอาใจมวลชนจำนวนมากไว้ต่อไปเพื่อรักษาความนิยมทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันในเรื่องเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการ เพราะยิ่งรัฐบาลตั้งราคาที่ผิดปกติมากเกินไป รัฐบาลก็ยิ่งใช้เงินจำนวนมากเท่านั้น ทางออกขณะนี้คือต้องเร่งระบายข้าวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
เราเห็นว่ารัฐบาลกำลังเข้าถึงทางตันในนโยบายรับจำนำ แต่ปัญหาก็คือจะยอมรับความจริงหรือไม่ว่าโครงการนี้ไม่สามารถทำต่อไปได้ด้วยระดับราคาและกลไกทำงานในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังถึงทางตันในจุดที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการสร้างความนิยมทางการเมืองกับภาระการเงินการคลังของประเทศที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ หากรัฐบาลเลือกทางแรก หายนะทางการคลังก็อยู่แค่เอื้อม ซึ่งรัฐบาลก็น่าจะรู้ดี และคำถามที่สำคัญหากยังต้องอุดหนุนราคาข้าวก็คือมีความเป็นธรรมกับคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ประโยชน์โดยตรงกับนโยบายนี้หรือไม่








