ผมใช้เวลาวันหยุดครึ่งปีของสถาบันการเงินเขียนบทความครั้งนี้
บังเอิญเป็นวันจันทร์ หยุดติดต่อกันสามวันก็เลยมีโอกาสที่จะตามตลาดในต่างประเทศโดยไม่มีตลาดบ้านเรา อะไรที่เกิดขึ้นในวันจันทร์(1 ก.ค.) และคืนนี้ที่นิวยอร์กก็คงจะมีผลต่อตลาดบ้านเราเป็นสองเด้งนะครับ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็คงต้องติดตามกันต่อไป
เช้าวันจันทร์(1 ก.ค.) เอเชียเปิดมาก็ลงนิดหน่อยตามมาจากตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็เลยจะเข้ามาถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้ข้างบนนะครับว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นจะนานแค่ไหน แล้ว next move จะเป็นอย่างไร เช่นเคยทั้งหลายทั้งปวงเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่ผมกล่าวไว้บ้างแล้วในบทความเดือนที่แล้ว ผมหมายถึงเริ่มจากการที่ Fed เริ่มส่งสัญญาณเลิกอุ้มด้วยการที่บอกว่าจะเลิกทำ QE และจะสิ้นสุดลงเมื่อ Fed ตกลงใจว่าจะเลิก(หรือลดแล้วแต่กรณี) ทำ QE ซึ่งเป็นไปได้อย่างมากที่จะทยอยลดลงจนเลิกไปในที่สุด ความหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นความหมายของผมเองไม่จำเป็นที่จะต้องไปเหมือนใครนะครับ ส่วนใครจะเอาไปต่อยอดคิดต่อก็ไม่ได้หวงห้ามแต่อย่างไร
ผมได้เรียนไว้บ้างในเดือนที่แล้วนะครับว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะมีข่าวต่างๆออกมามากมาย เป็นข่าวจริงบ้าง ข่าวลวงบ้าง หรือเอาเป็นแบบว่าโกหกเอาดื้อๆก็มี ทั้งหมดนั้นก็จะมีอิทธิพลออกมา”บีบ”พวกเราทั้งหลายนั่นแหละ คนที่จะรู้สึกถูกบีบมากก็น่าจะเป็น”นักลงทุน”ประเภท”มาช้า”( late comer) “โลภ” และ”ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่ อะไร” เขาให้เข้ามาซื้อหุ้นก็แห่ซื้อตามเขาไป
ส่วนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ลงทุนตั้งแต่ดัชนีต่ำๆ (เอาสัก 700-800ก็พอ) แล้วทยอย”ปล่อยของ”ตั้งแต่ 1,200-1,500 พวกนี้ก็รอจังหวะที่จะลงทุนใหม่ในระดับที่เหมาะสม เขาเหล่านี้ก็จะสามารถจะรออย่างใจเย็นได้ ลบล้างคำสบประมาทที่ว่า”ขายเร็ว”บ้าง “ขี้กลัว”บ้าง ออกไปได้โดยสิ้นเชิง เรื่องเดียวกันก็สามารถใช้ได้กับอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน เขาเหล่านี้ได้เข้าซื้อดอลลาร์หรือลงทุนในตลาดต่างประเทศหรือนำเข้าสินค้าในขณะที่เงินบาทแข็ง และในทางตรงกันข้ามก็จะมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่”พลาด”โอกาสนี้ไป ทั้งนี้เพราะ”มาช้า” หรือ”โลภ”หรือ”ไม่รู้อีโหน่อีเหน่” เช่นกัน
ในการแถลงครั้งล่าสุดของประธานเฟด หากเอามาวิเคราะห์กันจริงๆแล้ว Bernanke ก็ไม่ได้ประกาศออกมาว่าFed จะเลิก QE เพียงแต่บอกว่า เมื่อเศรษฐกิจของอเมริกาแข็งแกร่งขึ้น ความจำเป็นในการทำ QE ก็จะน้อยลง แต่ตลาดก็เอามาตีความเอาว่า Fed น่าจะเริ่มลดการทำ QE ในเดือนก.ย.ปีนี้
อย่างที่เรียนไว้ข้างต้นว่า หากเราไปอ่าน Fed Statement ล่าสุดเมื่อ 19 มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ก็จะสามารถทราบได้ว่าที่ตลาดเอามาตีความซะมากมายนั้น เป็นการเลือก “ตีความ” หากอ่านทั้งหมดในความเข้าใจของผมเองน่าจะมี degree ในการลด QE น่าจะไม่เกิน 25%ของความตั้งใจของ Fed ทั้งหมด และอย่างที่บอก Key Words ก็คือสถานะของระบบเศรษฐกิจของอเมริกาเองต่างหาก
แต่อย่างที่ได้เคยเรียนไว้หลายครั้งและตลอดมา ท่านผู้อ่านของผมก็น่าจะเข้าใจและรู้อยู่อย่างดีแล้วว่า ตลาดการเงินนั้นย่อมจะ“อ่อนไหว”มาก และออกจะเป็นประเภท forward looking กันมาก ก็เลยตีความในลักษณะดังกล่าว และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ช่างประจวบเหมาะกับการที่ตลาด(ไม่ว่าจะเห็นหุ้น,พันธบัตรและอัตราแลกเปลี่ยน) อยู่ในจังหวะที่สุกงอมพอดี เราก็เลยเห็นการปรับตัวอย่างรุนแรงอย่างที่เราเห็น
มองให้แคบลง หากตลาดคาดว่า Fed จะเริ่มลด QE ในเดือนก.ย.นี้ ก็หมายความว่า ช่วง ก.ค.-ส.ค. ตลาดก็จะมีความผันผวนเป็นอย่างมาก หมายความว่าจะมีทั้งขึ้นและลง เพื่อบีบพวกท่านทั้งหลาย และหาก Fed ลดการทำ QE ลงมาในเดือน ก.ย. ก็จะเป็นโอกาสที่จะเห็นตลาดวิ่งอีกครั้งหนึ่ง หรือหากจะยังไม่เลิกหรือลดการทำ QE ความรู้สึก (Sentiment) ของตลาดก็จะ”ค่อยๆ” กลับมาในทางบวกแต่จะไม่เร็ว
โดยพื้นฐานแล้ว การที่ Fed จะถอนตัวเป็นข่าวที่ดี เนื่องจากการเข้าไปอุ้มระบบเศรษฐกิจด้วยการทำ QE นั้น เป็นลักษณะของพฤติกรรมพิเศษของการทำหน้าที่ธนาคารกลาง (ซึ่งจากนี้ไปเราก็น่าจะเห็นบทบาทของธนาคารกลางโดยนัยยะของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป) หน้าที่พิเศษ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า”พิเศษ” ก็ไม่ควรอยู่นาน ไม่อย่างนั้นความ”ขลัง”ก็จะเสื่อมไป ดังนั้นพวกเราควรจะตั้งสติให้ดี อย่าตื่นตูมมากนัก (สำหรับพวก”มาช้า”,”โลภ”หรือ”ไม่รู้อีโหน่อีเหน่” คงต้องรองรับความกดดันต่อไป) และน่าจะเป็นโอกาสในการ”เข้ารับ”ของถูกมากกว่า ก็เลยขอแนะนำว่าการเข้าช้อนหุ้น, ซื้อเงินตราต่างประเทศหรือการลงทุนต่างประเทศ น่าจะเป็นหนทางที่เสี่ยงแบบพอรับได้
สิ่งที่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม และออกจะสลับซับซ้อนมากขึ้นก็คือแล้วตลาดของไทยล่ะเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตไม่ออกความเห็นทางด้านเทคนิคนะครับ แต่ยังจะให้ความเห็นด้านเศรษฐศาสตร์และตลาดเงินว่า
1)เมื่อเศรษฐกิจ(อเมริกา)ฟื้นตัว บรรดาบริษัทห้างร้านก็จะมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการผลิตสินค้าหรือบริการ หลังจากนั้นก็จะเป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่จะดึงให้การบริโภค,การลงทุน,การค้าระหว่างประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้น
2)แล้วจะหาเงินที่ไหน บริษัทห้างร้านก็มีทางเลือก 2 ทาง คือ ตลาดเงินและตลาดทุน คือการกู้ยืมและการระดมทุน กิจกรรมทั้งสองอย่าง ย่อมส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและตลาดหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น หากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทำได้ย่างมีประสิทธิผลมากกว่า ตลาดหุ้นก็จะมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วที่เราเรียกว่า ตลาดกระทิงนั่นแหละ
3)ผลตอบแทนระหว่างตลาดในภูมิภาคต่างๆก็จะเป็นปัจจัยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาด ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าไปสู่ตลาดที่มีผลตอบแทนสูงกว่า ตลาดที่มีเงินทุนไหลออกก็จะตกลงหรืออย่างดีที่สุดก็ขึ้นน้อยกว่าหรืออยู่กับที่ ตลาดที่มีเงินทุนไหลเข้าไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นอย่างไร น่าจะตอบตัวเองได้ดี ตลาดไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน อัตราแลกเปลี่ยนสามารถจะวิเคราะห์โดยใช้ตรรกะอย่างเดียวกัน
ส่วนคำถามที่ท่านอยากจะทราบว่าแล้วตลาดไทยอยู่ในช่วงไหน ผมขอไม่ตอบ ณ ที่นี้นะครับ ไม่อยากเป็น”แพะ”ในข้อหาว่าเป็นผู้ชี้นำตลาด ยุคนี้ยิ่งมีคนชอบหา”แพะ”อยู่ด้วย สวัสดี








