วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"อธิบาย" ขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว ในมิติของการบัญชีเพื่อการจัดการ

โครงการรับจำนำข้าว ทำให้ประเทศชาติขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท จริงหรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นโต้แย้งกันอยู่ในสังคมไทย

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ตอบง่ายๆ ว่า ยังไม่สามารถระบุตัวเลขขาดทุนได้ เพราะยังไม่ปิดบัญชี แม้ว่าในเวลาต่อมาจะระบุว่าขาดทุนเพียง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งก็ยังคงเป็นตัวเลขที่สาธารณชนยังไม่มั่นใจว่า จะใช่หรือไม่ และวิธีคำนวณผลขาดทุนที่เปิดเผยออกมาดูยังมีเงื่อนงำน่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่แสดง บางกระแสแจ้งว่า เป็นขาดทุนต่อรอบบัญชี (12 เดือน) แต่หากรวมผลขาดทุนตั้งแต่เริ่มโครงการ ก็ 2.6 แสนบาทอยู่ดี หรือหากคำนวณการเสื่อมค่าของข้าวเปลือกที่เก็บไว้แล้วเสียหายหรือคาดว่าจะเสียหาย ผลขาดทุนที่แท้จริง อาจเพิ่มขึ้นอีกมาก

การไม่ตอบคำถามตรงๆ พร้อมพฤติกรรมที่สร้างความสงสัย ย่อมไม่ส่งผลดีกับการบริหารประเทศอย่างแน่นอน และยิ่งผลการสำรวจความคิดเห็นของสำนักวิจัยต่างๆ ที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ เช่น ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เรื่อง “โครงการรับจำนำข้าวกับการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.71 เชื่อว่าขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทจริง และ ร้อยละ 21.38 เห็นว่า รัฐบาลควรยุติโครงการรับจำนำข้าว โดยประชาชนถึงร้อยละ 92.95 เห็นว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการฯ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส่ในการทำงาน (ไทยรัฐออนไลน์, 13 มิถุนายน 2556)

ในทำนองเดียวกัน ผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เรื่อง ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าว ในสายตาของสาธารณชนฯ ก็พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.1 เชื่อว่ารัฐบาลกำลังขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ในขณะที่ร้อยละ 27.9 ไม่เชื่อ นอกจากนี้เกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 63.2 ระบุว่าการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีผลค่อนข้างน้อยถึงไม่มีผลเลยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง

ผลการสำรวจของทั้งสองสำนักสะท้อนความคิดเห็นและความสนใจต่อข้อมูลข่าวสารโครงการดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง โดยส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า มีการขาดทุนจริง ส่วนการรับรู้ว่า การขาดทุนจะส่งผลเสียหายเพียงใดหรืออย่างไร คงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าติดตาม แม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่รู้สึกว่า หากขาดทุนผลกระทบก็ไม่เกี่ยวข้องกับตน ทั้งที่แท้จริงแล้วผลกระทบดังกล่าวไม่มีประชาชนแม้เพียงรายเดียวที่จะไม่ได้รับผลกระทบ เพียงแต่การรับรู้อาจแตกต่างกันเท่านั้นเอง เข้าทำนองเด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึงดวงดาว

ข้อเขียนนี้ จึงขออธิบายระบบการรายงานข้อมูลผลขาดทุนในโครงการนี้ ในมิติของการบัญชีเพื่อการจัดการดังนี้

การรายงานข้อมูลทางการเงินตามหลักการบัญชี แบ่งได้ เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ ข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชีการเงิน (Financial Accounting) เป็นระบบข้อมูลทางการเงินที่ได้จากการจัดทำบัญชีเพื่อนำเสนอบุคคลภายนอกกิจการ เช่น เพื่อการเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรของธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งต้องจัดขึ้นตามกฎเกณฑ์ภายใต้มาตรฐานการบัญชี และตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น งวดปี หรือครึ่งปี เป็นต้น หลังจากฝ่ายบัญชีของกิจการปิดบัญชีเพื่อรายงานผลการดำเนินงานทั้งปีแล้ว ก็ต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกิจการและไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการ เป็นผู้ตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินนั้นๆ จึงจะสามารถนำส่งหน่วยงานภายนอกและเปิดเผยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบข้อมูลได้

ระบบบัญชีอีกระบบหนึ่ง คือ ระบบบัญชีเพื่อการจัดการ หรือบัญชีบริหาร (Managerial Accounting) เป็นระบบข้อมูลที่ใช้สำหรับภายในกิจการเพื่อการบริหารจัดการ เพื่อการวางแผน ควบคุมและตัดสินใจ โดยการจัดทำข้อมูล ผู้มีหน้าที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ได้ข้อมูลทั้งหมดครบถ้วนหรือไม่จำเป็นต้องรอให้สิ้นงวดเวลาจึงจะจัดทำ แต่หากต้องจัดทำในทันทีที่มีความต้องการข้อมูล เช่น หากต้องการตัดสินใจกำหนดราคาสินค้าชนิดใหม่ที่ยังไม่มีการผลิตจริง แต่ได้วางแผนที่จะผลิตและต้องเร่งทำการตลาดล่วงหน้าก่อน ก็ต้องทราบข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้องและต้นทุนกะประมาณที่ต้องจ่าย ซึ่งสามารถคำนวณได้ด้วยวิธีการและหลักการที่เชื่อถือได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องมีระบบบัญชีเพื่อการจัดการนั้นก็เนื่องมาจากข้อจำกัดและข้อบกพร่องของระบบบัญชีการเงิน โดยเฉพาะประเด็นข้อมูลที่ได้ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจได้ทันเวลา ทั้งข้อมูลไม่สามารถจำแนกรายละเอียดที่จะตอบสนองการตัดสินใจแต่ละเรื่อง เช่น การรายงานให้เห็นเฉพาะภาพรวมของยอดขายในแต่ละปี แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลจำเพาะลงไปที่การจำหน่ายสินค้าในแต่ละประเภทหรือแต่ละเขตการขาย หรือการให้ข้อมูลได้เมื่อต้องปิดบัญชีก่อน ซึ่งกว่าจะปิดบัญชีได้ ข้อมูลนั้นก็อาจล่าช้าไม่ทันต่อการตัดสินใจและอาจส่งผลเสียหายแก่กิจการได้

จากแนวคิดของระบบการบัญชีทั้งสองระบบนี้ จะเห็นได้ว่า การอ้างว่า ยังไม่ปิดบัญชีแล้วไม่สามารถทราบข้อมูลการขาดทุนได้ จึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในหลักการบริหาร เพราะรัฐบาลสามารถเรียกดูข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ตั้งแต่ ข้อมูลจำนวนชาวนาที่มีและที่เข้าร่วมโครงการ ปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทย จำนวนข้าวที่รับซื้อ ที่ขายได้ และที่คงเหลือ ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งเมื่อคำนวณเบื้องต้น ก็พอจะทราบว่า รายรับเท่าไร รายจ่ายทั้งหมดเท่าไร ขาดทุนเท่าไร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขละเอียดถึงระดับบาท แต่สามารถตอบเป็นระดับล้านบาท ก็สามารถให้ประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องได้

รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการนำและใช้ข้อมูลจากระบบบัญชีเพื่อการจัดการมาใช้ในการบริหารระบบการบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยนี้ อันได้แก่ ข้าว ซึ่งจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผน วิเคราะห์และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบได้ เช่น ข้อมูลโครงสร้างของระบบการเพาะปลูกข้าว โครงสร้างรายได้ รายจ่าย พฤติกรรมการผลิต การจำหน่าย การดำเนินชีวิต และการออมของชาวนาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ นอกเหนือจากการได้ศึกษาและทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายข้าวไทยที่เรียกว่า Supply Chain โดยต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการโดยภาคเอกชน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาดำเนินการเอง ก่อนคิดจะดำเนินการ ควรทราบวงจรทั้งระบบ และวางแผนป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะปัญหาการทุจริต

การไม่นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าวมาใช้ในการบริหารตามหลักการบริหารสมัยใหม่ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ใช้งบประมาณมหาศาลของประเทศเช่นนี้ นับเป็นความเสี่ยงต่อหายนะของประเทศ และยิ่งรัฐบาลปิดบังข้อมูลเช่นนี้ ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อการบริหารประเทศและยังขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลมักใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการบริหาร อีกทั้งยังส่งผลด้านลบอย่างใหญ่หลวงที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีสถาบันจัดอันดับมูดี้ส์ ที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย หากโครงการดังกล่าวขาดทุนย่อยยับดังว่า จะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของไทย นอกเหนือจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในด้านอื่นๆ ที่อาจนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติได้

ผู้เขียนในฐานะนักวิชาการด้านบัญชีเพื่อการจัดการ จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับปรุงวิธีการทำงานให้เป็นมืออาชีพในการบริหารมากกว่าที่เป็นอยู่โดยต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านพร้อมวางรูปแบบการทำงานให้ครบวงจร คือคิดให้รอบ (Think trough) เมื่อพบว่า โครงการมีปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไขให้ตรงจุด และต้องสื่อสารข้อมูลอย่างเปิดเผย โปร่งใส (Transparency) ตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นต้นเรื่องในการดำเนินการอย่างบูรณาการ และต้องถือเป็นหน้าที่โดยตรงที่ต้องตอบให้เจ้าของประเทศทุกคนได้รับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะการตอบคำถามในสภาฯ ซึ่งเป็นองค์กรของการทำงานโดยตรงของรัฐบาล หาใช่เพียงการเดินสายไปสอบถามความพึงพอใจของชาวนา และอธิบายการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาลเท่านั้น

ขอเอาใจช่วย และขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ เพราะไม่อยากให้โครงการที่มีเจตนาดีที่รัฐบาลประกาศว่า จะช่วยชาวนา แต่กลับกลายเป็นโครงการที่ทำร้ายหรือทำลายคนไทยทั้งประเทศ และทำให้ต้องปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว พร้อมวลีแทงใจที่ใช้ในการเข้าถึง (tag) โครงการนี้ว่า “หายนะ - อัปยศ - ชาติ - จำนำข้าว และรัฐบาลยิ่งลักษณ์”

บอกตรงๆ เป็นห่วงค่ะ