ปีที่ผ่านมาข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนประเทศไทยมากกว่า 22 ล้านคน
ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 10 ปีที่ผ่านมาถึง 100% การเติบโตของการท่องเที่ยวทำให้มีรายได้จากเงินตราต่างประเทศและเกิดการจ้างงาน แต่ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดความต้องการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่เพียงพอ หลายปีมานี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยโดยเน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ “Green Tourism” แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยมองเมืองไทยว่ามีการจัดการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่
เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ทำวิจัยเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว โดยเลือกเมืองพัทยาและอำเภอหัวหินในการทำวิจัย เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 2 แห่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ในการศึกษาครั้งนี้ผู้เขียนสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 300 คน เกี่ยวกับปริมาณของสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยให้นักท่องเที่ยวแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่อไปนี้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน จาก 1 (น้อยที่สุด) ถึง 5 (มากที่สุด) (ดูภาพประกอบ)
ผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวมีการรับรู้เกี่ยวกับปริมาณของสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมค่อนข้างต่ำหรือค่าเฉลี่ยเพียง 2.3 จาก 5 โดยประเด็นที่ได้คะแนนต่ำที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. ถังขยะแบบแยกประเภท 2. ข้อมูลแนวปฏิบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อม และ 3. โปรแกรมทัวร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สอบถามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภาพรวม โดยการใช้คำถามปลายเปิด นักท่องเที่ยว 101 คน ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้เขียนนำคำตอบมาสรุปโดยเรียงลำดับจากประเด็นที่มีผู้กล่าวถึงมากที่สุด 4 ประเด็นคือ คนไทยควรลดใช้ถุงพลาสติกและขวดพลาสติก ปัญหาขยะบนถนนและชายหาด ปัญหาคนไทยขาดวินัยในการทิ้งขยะ คนไทยยังไม่ตระหนักในความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดดังนี้
1. คนไทยควรลดใช้ถุงพลาสติกและขวดพลาสติก
นักท่องเที่ยวสังเกตเห็นว่าคนไทยใช้ถุงพลาสติกและขวดพลาสติกมากเกินไป ถุงพลาสติกและขวดพลาสติกและภาชนะแบบ “ใช้แล้วทิ้ง” ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก นักท่องเที่ยวกล่าวว่าคนไทยควรลดการใช้ถุงพลาสติกแล้วหันมาใช้ถุงผ้าแทน นักท่องเที่ยวรายหนึ่งกล่าวว่า “อยากให้ร้านสะดวกซื้อลดการแจกถุงพลาสติกหากไม่จำเป็น”
เรื่องการใช้ถุงพลาสติกนี้แม้องค์กรนอกภาครัฐหลายกลุ่มจะออกมารณรงค์เรื่องการใช้ถุงผ้า แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ผู้เขียนเห็นว่าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและมีนโยบายในการลดใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง และผู้ซื้อก็ไม่ควรรับถุงพลาสติกหากไม่จำเป็น ผู้เขียนขอแสดงความชื่นชมกับห้างสรรพสินค้าบางแห่ง ที่แจ้งให้ผู้ซื้อนำถุงมาเอง มิฉะนั้นจะต้องซื้อถุงจากทางห้าง ซึ่งแนวปฏิบัตินี้เป็นการช่วยลดขยะ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อห้างร้านอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วปฏิบัติมาเป็นเวลานานแล้ว
2. ปัญหาขยะบนถนนและชายหาด
นักท่องเที่ยวจำนวนมากกล่าวถึงปัญหาขยะบนถนนและชายหาด และอยากให้มีถังขยะ รวมถึงถังขยะแบบแยกประเภทมากกว่านี้ นักท่องเที่ยวหลายคนกล่าวว่า “หาถังขยะยากมาก ทั้งตามทางเท้าและชายหาด” นักท่องเที่ยวชาวสเปนคนหนึ่งกล่าวว่า “พวกเราซื้ออาหารจากรถเข็นที่ขายอยู่บนทางเท้า แต่เราหาถังขยะไม่เจอ แม้ว่าจะเป็นแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวมาก หากถังขยะหายากก็จะทำให้เราต้องทิ้งขยะลงบนถนนหรือทางเท้า” นักท่องเที่ยวบางคนกล่าวว่า “ขยะที่ทิ้งอยู่ทั่วไปดูน่าเกลียดและส่งกลิ่นเหม็น ควรมีการจัดเก็บขยะเป็นประจำและบ่อยกว่านี้”
การที่ถังขยะไม่เพียงพอหรือถังขยะเต็ม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องทิ้งขยะลงบนทางเท้า ถนนหรือชายหาด ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา ภาครัฐจะต้องจัดให้มีถังขยะจำนวนเพียงพอ และอยู่ในที่ที่มองเห็นได้ง่าย และจัดให้มีถังขยะแบบแยกประเภท เนื่องจากขยะบางประเภทสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์อีกได้ ซึ่งจะเป็นการลดปริมาณขยะ นักท่องเที่ยวยังแสดงความคิดเห็นว่า ภาครัฐควรนำระบบการจัดการขยะเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยทำอย่างจริงจังในเมืองต่างๆ นอกจากนี้ภาครัฐควรจัดให้มีบริการน้ำดื่มสาธารณะที่สะอาดและปลอดภัย และติดตั้งไว้ในที่ที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อลดปริมาณการซื้อน้ำในขวดพลาสติก
3. ปัญหาคนไทยขาดวินัยในการทิ้งขยะ
นักท่องเที่ยวสังเกตว่าคนไทยขาดวินัยเรื่องการทิ้งขยะ คนไทยยังทิ้งขยะเรี่ยราดและไม่ทิ้งลงในถัง นักท่องเที่ยวบางคนเคยเห็นคนไทยนำขยะจำนวนมากมาทิ้งในที่สาธารณะ เช่น ข้างถนน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเยือนอำเภอหัวหินและเมืองพัทยามาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น จากทวีปยุโรป ซึ่งมีกฎระเบียบและข้อบังคับในการทิ้งขยะอย่างเคร่งครัด จึงรู้สึกผิดหวังที่พบว่าสังคมไทยไม่มีการบังคับใช้กฎข้อบังคับการทิ้งขยะ นักท่องเที่ยวบางคนแนะนำว่าคนไทยควรทิ้งขยะในที่ที่จัดไว้ให้ หรือนำถุงพลาสติกและขวดพลาสติกกลับไปทิ้งที่บ้าน และกล่าวว่าขยะที่เห็นเรี่ยราดนี้มาจากคนไทย ไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยว และแนะนำว่ารัฐควร “ปรับ” คนที่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ และควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ผู้เขียนพบว่าคนไทยส่วนหนึ่งยังไม่มีวินัยในการทิ้งขยะจริง เนื่องจากได้เห็นคนที่ทิ้งขยะออกจากรถยนต์ที่ขับอยู่ข้างหน้าบ่อยครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับประเด็นต่อมา คือ
4. คนไทยยังไม่ตระหนักในความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม
คนไทยยังขาดความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและยังไม่ตระหนักในความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ชาวต่างชาติเข้าใจว่าประเทศไทยยังขาดการสอนหรือให้ความรู้แก่นักเรียนและประชาชนอย่างเพียงพอเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวเสนอให้มีการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งเกิดจากการไม่รักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปให้ห่วงใยในสิ่งแวดล้อม และช่วยกันลดปริมาณขยะ นักท่องเที่ยวอยากให้มีข้อความและแผ่นป้ายรณรงค์ ให้รักษาสิ่งแวดล้อมเป็นภาษาอังกฤษ (นักท่องเที่ยวไม่รู้ว่ามีการรณรงค์ด้วยแผ่นป้ายภาษาไทยหรือไม่ เนื่องจากอ่านไม่ออก) ผู้เขียนเห็นว่าการให้ความรู้แก่นักเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และควรมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน เช่น การนำนักเรียนหรือนักศึกษาออกไปทัศนศึกษาเพื่อให้เป็นตัวอย่างการจัดการสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และชี้ให้เห็นถึงปัญหา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเองก็ต้องเป็นแบบอย่างในการรักษาสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่าแม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเยือนเมืองไทยเพียงชั่วคราว แต่ก็ยังสังเกตเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวนับว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความสำคัญและความจำเป็นที่สังคมไทยจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม
เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่กล่าวถึงรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวซื้อของและอาหารจากรถเข็นบนทางเท้า (Street Food หรือ Street Snacking) และเตรียมที่จะส่งเสริมการจัดกิจกรรมนี้ในอนาคต ไม่รู้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเตรียมถังขยะไว้รองรับเพียงพอหรือยัง?
หมายเหตุ : งานเขียนเรื่องนี้ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อทัศนคติและพฤติกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมของนักท่องเที่ยว : กรณีศึกษานักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย








