วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกยุทธ - I’m No.5

ถึงแม้จะมีชีวิตที่เรียกว่าหวือหวา โด่งดังคละคล้าวอื้อฉาว เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว

แต่ชื่อของ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” ติดปากผู้คนในสังคม (การเมือง) ไทยมากที่สุดในปัจจุบันก็ตอนที่ออกมาเผยแพร่เรื่องราว “ว.5 โฟร์ซีซั่นส์” อย่างลือลั่นเมื่อต้นปี 2555 และประกาศตัวพร้อมจุดยืนอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศ

กลายเป็นชื่อ 1 ใน 5 “ยุทธ” ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จักกันดีในรอบ 5 ปีก็ว่าได้ นอกเหนือจากชื่อพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, สรยุทธ สุทัศนะจินดา และยงยุทธ วิชัยดิษฐ

ด้วยเหตุนี้ การเสียชีวิตของ “เอกยุทธ” อย่างลึกลับอึมครึมน่าสงสัยจึงลือลั่นสนั่นบาง เป็นการเสียชีวิตที่ทำให้เกิดข้อชวนสงสัยโยงใยกับการเมืองและสารพัดเรื่องอย่างกว้างขวางและเคลือบแคลงเป็นที่สุด

เป็นที่โจษจันกล่าวขวัญไปทั่วว่า “เอกยุทธ” ถูกฆาตกรรมอย่างซ่อนเงื่อนลับลมคมในคมนอกชวนให้ค้นหาคำตอบ เขาคงไม่คาดและไม่คิดว่า การทานอาหารที่ร้านครัวกระแตย่านสะพานควายร่วมกับพรรคพวกคนคุ้นเคยรวม 5 คนจะกลายเป็นมื้อสุดท้ายในชีวิต.... ชีวิตที่กำลังย่างเข้าสู่วัย 55 ปีในเดือนนี้พอดิบพอดี

ด้วยความที่เป็นลูกคนกลางของพี่น้องทั้งหมด 5 คน จึง (อาจ) ทำให้ “เอกยุทธ” มีชีวิตที่แปลกสมชื่อบิดา หลังจากเรียนจบชั้น ม.ศ.5 ก็ใฝ่ฝันและดันทุรันจนสามารถไปเรียนต่อที่สหรัฐฯด้วยเงินก้อนติดตัวเพียงแค่ 500 ดอลลาร์ จนเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2525 ก็เดินทางกลับมาเมืองไทยทำธุรกิจด้านการค้าการเงินจนเริ่มติดเพดานมีฐานะเป็นเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทยในยุคนั้น

เมื่อย่างก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพศ “เอกยุทธ” ก็ประสบกับชะตาเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ การก้าวเดินพลาดด้วยธุรกิจ “แชร์ชาร์เตอร์” ที่กลายเป็นบาปติดตัวมาโดยตลอด ส่งผลทำให้ “เอกยุทธ” ต้องระหก ระเหินหนีออกนอกประเทศ และด้วยวัยหนุ่มเพียง 25 ปีก็แอบเดินทางกลับมาประเทศไทยพร้อมแผน การใหญ่ นั่นคือ เป็นนายทุนใหญ่สนับสนุนการรัฐประหาร “กันยา 1985” ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ความล้มเหลวดังกล่าว ส่งผลทำให้ “เอกยุทธ” ต้องหนีตาย หนีคดีและลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศนานถึงสองทศวรรษ เมื่อคดีหมดอายุความ “เอกยุทธ” จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยด้วยวัย 45 ปีที่ดูสุขุมมากขึ้นกว่าเดิม แต่อารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองกลับฝังรากลึกยิ่งขึ้น

จากวัยหนุ่มเพียง 25 ปีที่หาญกล้าบ้าบิ่นร่วมทำรัฐประหาร สู่วัย 45 ปีที่ไม่สามารถเลือกเส้นทางและวิธีการเดิมได้อีกแล้ว “เอกยุทธ” ได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ปรากฏต่อเนื่องมาตลอดจนถึงวันจบสิ้นชีวิต

25 กันยายน 2547 คือวันที่ “เอกยุทธ” เริ่มต้นและเปิดตัวปราศรัยอย่างเป็นทางการในนาม “กลุ่มประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์” ให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงจุดยืนและความคิดทางการเมืองของตัวเอง พร้อมทั้งเปิดตัวเวบไซต์ “thaiinsider” ด้วยเป้าหมายทางการเมืองเพื่อโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ” จนถูกสั่งปิดถึงสองครั้ง (ในปี 2005)

ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักธุรกิจนักการเมืองว่า โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์คือถิ่นประจำของ “เอกยุทธ” จนอาจเรียก “ไฟว์ซีซั่นส์” ก็คงไม่ผิด หรือจะนับเป็นสัญลักษณ์ “เสาที่ 5” สำหรับฐานทางการเมืองของ “เอกยุทธ” ก็ว่าได้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไม “เอกยุทธ” จึงหาญกล้าและเป็นคนเดียวที่สามารถเปิดประเด็นฉาวทางการเมือง “ว.5 โฟร์ซีซันส์” อย่างลือลั่นสนั่นวงการเมืองไทย

ในช่วงวันที่ 5 มิถุนายน หนึ่งวันก่อนที่จะถูกจับไปฆาตกรรมนั้น “เอกยุทธ” ได้แสดงถึงจุดยืนทางการเมืองครั้งสุดท้ายอย่างชัดเจนว่า

“ผมยังไม่เคยเห็นใครบอกว่า..ไม่ให้ทักษิณกลับเมืองไทย..ไม่มีใครห้าม..มีแต่ใครๆ ก็อยากให้กลับทั้งนั้น..แต่ที่พล่ามว่าอยากกลับแต่ไม่กล้ากลับมาเองก็เพราะหนีคุกอยู่ไงครับ..ปากกล้าขาวสั่นอยู่เมืองนอก ทั้งๆ ที่มีขี้ข้าเป็นใหญ่เต็มบ้านเมือง มีน้องเป็นนายกฯ ..เหตุผลที่ไม่กลับไม่ใช่อะไรหรอกครับ..กลัวความจริงไง..”

ในขณะเดียวกัน การพูดถึง “<https://www.facebook.com/akeyuth.thaiinsider>หุ้นกลุ่มทักษิณร่วงเละ..55555” ก็เกิดผลตามมาในตลาดหลักทรัพย์จริงๆ หลังจากปรากฏข่าวว่าฝรั่งทุบหุ้นไทยขนเงินกลับประเทศร่วม 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ด้วยบุคลิกและจุดยืน (ทางการเมือง) เฉพาะตัว ทำให้มีพรรคพวกและเครือข่ายกว้างขวาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้ “เอกยุทธ” มีความขัดแย้งกับคนหลายกลุ่มหลายพวก ทั้งคนการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการรวมทั้งนายตำรวจ ซึ่งล่าสุดก่อนเสียชีวิต ก็มีเรื่องมีราวเป็นข่าวฟ้องร้องพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกับพวกรวม 5 คน

การหายตัวไปอย่างลึกลับของ “เอกยุทธ” ในช่วงเวลาที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากำลังเดินทางเยือน 5 มลรัฐในสหรัฐฯ กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จนนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คแสดงความเห็นเหมือนกับรับรู้ชะตากรรมว่า

“สมัยผมถูกอุ้มไป เขาปล่อยตัวมา คนหาว่าผม ‘อุ้มตัวเอง’ นี่ถ้าคุณเอกยุทธกลับมา คงจะเข้าทำนองเดียวกับผม แต่ถ้าหากครบ 5 วันแล้วยังไม่ได้กลับมา มั่นใจได้ว่าไม่ได้กลับมาแล้ว คงไปอยู่ใต้แม่น้ำ ฝังดิน หรือถูกเผา คิดแล้วสยอง ข่าวยิ่งดังยิ่งไม่ได้กลับ ....ผมเกรงว่า คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร จะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”

5 วันภายหลังการหายตัวไป ในที่สุด “เอกยุทธ” ก็ไม่ได้กลับมาจริงๆ เมื่อตำรวจสามารถจับกุมคนขับรถผู้ร่วมก่อเหตุได้ ก่อนที่จะเปิดปากสารภาพและนำไปสู่การค้นพบศพของ “เอกยุทธ” ในสภาพที่เชื่อว่าเสียชีวิตมาแล้ว 5 วัน

ถึงแม้ว่าทางการตำรวจจะสรุปผลการถูกฆาตกรรมของ “เอกยุทธ” ว่าเป็นผลมาจากการมุ่งทรัพย์ จำนวน 5 ล้านบาท แต่ด้วยความเป็น “เอกยุทธ” ที่มีความคิด ท่าที จุดยืน บทบาท และภาพทางการเมืองที่ชัดเจนบวกกับลักษณะของการถูกฆาตกรรม จึงทำให้สังคมกังขาเกิดข้อสงสัยต่อการเสียชีวิตอย่างลึก ลับมีเงื่อนงำหลายๆ ประการ

ทำไมกลุ่มคนร้ายจึงต้องควบคุมตัว “เอกยุทธ” ต้องย้อนกลับไปที่บ้านพักตอน 5 ทุ่มจนเกือบพลาด?

ทำไม “เอกยุทธ” ซึ่งเชื่อกันว่ามีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท จึงชะล่าใจปล่อยให้คนหนุ่มวัยเพียง 25 ปีมาทำหน้าที่เป็นคนขับรถ (รับเงินเดือน 15,000 บาท) ก่อนจะพลาดท่า? และอีกสารพัด “ทำไม”

ในส่วนของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เองก็ตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้มีการสอบสวนให้เกิดความกระจ่างชัดเจนใน 5 ประเด็นหลักๆ ทั้งนี้ ข้อสงสัยหลายๆ ประการที่ทำให้คดีนี้มีเงื่อนงำและลึกลับนั้น ส่วนหนึ่งกลายเป็นหน้าที่ของนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์และทีมทนายความทั้ง 5 คน ที่ต้องพิสูจน์และค้นหาความจริงถึงมูลเหตุที่แท้จริงของการฆาตกรรมในครั้งนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมั่นใจในข้อมูลว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผู้ออกคำสั่ง เพราะในวันที่ 5 ก่อนที่จะถูกอุ้มและฆาตกรรมในที่สุด “เอกยุทธ” ได้เอ่ยและเปรยถึงชื่อ “ใครคนนี้” ให้ฟังราวกับจะเป็นลางร้าย

ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้จะมีศัตรูค่อนข้างมาก แต่การเสียชีวิตของ “เอกยุทธ” ในสภาพเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้สังคมช็อกพอสมควร

ช็อกในช่วงเวลาที่มีข่าวว่า “รัฐบาลปู 5” กำลังจะเกิดขึ้น