วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การส่งออกแรงงาน : เม็ดเงินจากทุนมนุษย์ของฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีลักษณะที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะแปซิฟิกซึ่งห่างไกลจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน

อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากประเทศทางตะวันตก 2 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศสเปน และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งการได้รับอิทธิพลจากทั้ง 2 ประเทศนั้น ทำให้คนฟิลิปปินส์มีความคิดที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนการดำเนินธุรกิจและการค้าต่างๆ ก็แตกต่างกันด้วย

จากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่ครอบครองฟิลิปปินส์อยู่เป็นเวลานาน เป็นผลให้ชาวฟิลิปปินส์มีความพร้อมและมีข้อได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษ และเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ชาวฟิลิปปินส์เดินทางไปประกอบอาชีพในต่างประเทศเป็นจำนวนมากปัจจัยหนึ่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวในแถบภูมิภาคอาเซียนที่นับได้ว่ามีการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศมากที่สุด รองลงมาคือ ประเทศอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยชาวฟิลิปปินส์ที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานต่างประเทศ จะรู้จักกันในชื่อ Overseas Filipino Workers (OFWs)

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศฟิลิปปินส์ พบว่า จากจำนวนการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศของฟิลิปปินส์ระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 พบว่า มีจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6,977,507 คนในปี พ.ศ. 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 9,452,984 คนในปี พ.ศ. 2553 และ 10,455,788 คน ในปี พ.ศ. 2554 และเมื่อเปรียบเทียบจำนวนแล้วจะพบว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานชาวฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2554 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2548

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเคลื่อนย้ายแรงงานเฉพาะปี พ.ศ. 2554 พบว่า ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปทำงานนอกประเทศทั้งหมดมีจำนวนถึง 10,455,788 คน โดยแบ่งเป็นการออกไปทำงานต่างประเทศอย่างถาวรร้อยละ 46.56 (4,867,645 คน) ทำงานต่างประเทศในลักษณะชั่วคราวร้อยละ 43.16 (4,513,171 คน) และ ออกไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมายร้อยละ 10.28 (1,074,972 คน) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงประเทศปลายทางที่แรงงานชาวฟิลิปปินส์เคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานสูงที่สุด 3 ลำดับแรกในปี พ.ศ. 2554 คือ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (316,736 คน) รองลงมาเป็นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (235,755 คน) และ ประเทศสิงคโปร์ (146,613 คน) นอกจากนี้จากการรายงานพบว่าตลาดใหญ่ของแรงงานชาวฟิลิปปินส์นั้นคือประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยมีราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีประเทศสิงคโปร์เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

จากข้อมูลดังกล่าว ปัจจัยผลักดันที่สำคัญที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศ คือ ภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤติมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ประกอบกับอัตราการว่างงานของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีค่อนข้างสูง ในขณะที่ค่าครองชีพของฟิลิปปินส์นั้นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้ง ปัญหาภาวะความยากจนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก ทำให้แรงงานชาวฟิลิปปินส์บางส่วนตัดสินใจเคลื่อนย้ายตนเองออกไปทำงานยังต่างประเทศ นอกจากนั้นประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นแรงผลักให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศ คือ ค่านิยมการไปทำงานยังต่างประเทศของชาวฟิลิปปินส์ และการชักชวนจากเครือญาติที่ไปทำงานยังประเทศปลายทางอยู่ก่อนแล้วที่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ และมีผลอย่างยิ่งต่อตัดสินใจเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศของแรงงานเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงความรู้ ความสามารถของชาวฟิลิปปินส์นั้น พบว่า ประชาการในประเทศฟิลิปปินส์มีอัตราการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศค่อนข้างสูง แต่จากการออกไปทำงานต่างประเทศนั้นทำให้แรงงานชาวฟิลิปปินส์นั้นนำทักษะ ความรู้ และความสามารถของตนเองที่ได้จากการพัฒนาและศึกษาในประเทศไปใช้ในการเป็นแรงงานให้ต่างชาติ และเมื่อมองกลับจะพบว่าประเทศฟิลิปปินส์จึงสูญเสียโอกาสในการนำเอาความรู้ความสามารถที่เกิดจากการลงทุนในทุนมนุษย์ของตนเองไปให้กับต่างประเทศ

เมื่อมองถึงผลประโยชน์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับกลับมานั้นก็มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งจากการออกไปทำงานต่างประเทศของชาวฟิลิปปินส์นั้น ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์สามารถสร้างรายได้จากเม็ดเงินที่โอนเงินเข้าประเทศของแรงงานชาวฟิลิปปินส์สูงเป็นอันดับหนึ่งของรายได้จากการขายสินค้าและบริการทั้งหมด โดยในปี 2011 นั้น ฟิลิปปินส์มีรายได้ที่โอนเข้าประเทศสูงถึง 20,166,992 ดอลลาร์ หรือประมาณ 618,924,992 บาท ซึ่งเมื่อแรงงานชาวฟิลิปปินส์โอนเงินกลับมาให้กับครอบครัว เครือญาติ ทำให้ครอบครัวนำเงินไปใช้จ่ายในประเทศ ก่อให้เกิดการลงทุนต่างๆ ทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการลงทุนทางการศึกษาให้กับลูกหลานของแรงงานเอง ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง และอาจกล่าวได้ว่าประเทศฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมและขยายตลาดแรงงานในต่างประเทศ จนมีการตั้งเป้าจำนวนแรงงานที่จะส่งออกไปต่างประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งจากที่ผ่านมาในช่วงปี ค.ศ. 1999 - 2003 ฟิลิปปินส์ได้กำหนดเป้าการส่งออกแรงงานถึง 2.8 ล้านคน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ในปี ค.ศ. 2012 ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง การให้บริการด้านแรงงานฝีมือ

จากสถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศของชาวฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดจากการที่รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์มีการส่งเสริมและผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศอย่างเป็นระบบมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานมากกว่า 40 ปี โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานที่คอยดูแลเกี่ยวกับการส่งออกแรงงานไปต่างประเทศทั้งชั่วคราวและการไปตั้งถิ่นฐานต่างประเทศอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็น Philippine Overseas Employment Administration หรือที่ชาวฟิลิปปินส์เรียกว่า POEA ที่ดูแลเรื่องการทำสัญญาของ OFW กำหนดมาตรฐานในการจ้างงานสำหรับชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปทำงานต่างประเทศเป็นการชั่วคราว ดูแลเรื่องการออกกฎ ระเบียบและออกใบอนุญาตสำหรับตัวแทนจัดหางานภาคเอกชน

ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ อาจหางานจากตัวแทนจัดหางานที่อยู่ภายใต้การดูแลของ POEA หรือติดต่อกับบริษัทที่จ้างงานในประเทศนั้นๆ โดยตรง แต่แรงงานที่ออกไปทำงานต่างประเทศทุกคนต้องมาขึ้นทะเบียนที่หน่วยงานนี้ก่อนและจะได้รับ Exit Clearance จึงจะถือว่าออกไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย และจะได้รับการดูแลด้านสวัสดิการต่างๆ ให้กับแรงงานที่ออกไปทำงานต่างประเทศและญาติของแรงงานผ่านกองทุนสวัสดิการ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่า Overseas Workers Welfare Administration หรือ OWWA

นอกจากนั้น OWWA นั้นยังมีบทบาทที่สำคัญอีกบทบาทหนึ่ง คือ การทำหน้าที่ในการฝึกอบรมแรงงานก่อนที่แรงงานเหล่านั้นจะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศโดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้กรมแรงงานและการจ้างงาน อีกทั้งยังมีหน่วยงาน Commission on Filipinos Overseas (CFO) ที่จัดเตรียมโปรแกรมและบริการต่างสำหรับแรงงานที่ออกไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในต่างประเทศอย่างถาวร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศฟิลิปปินส์มีหน่วยงานต่างๆ ที่คอยผลักดันให้แรงงานออกไปทำงานต่างประเทศจนอาจกล่าวได้ว่าระบบการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศของฟิลิปปินส์เป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในการวางระบบการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงอนาคตแล้วพบว่าประเทศฟิลิปปินส์นั้นสามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากการส่งแรงงานของตนไปทำงานยังต่างประเทศนั้น แต่ขณะเดียวกันประเทศเองก็สูญเสียเงินลงทุนในทรัพยากรมนุษย์จำนวนมหาศาลเช่นกัน แต่กลับไม่สามารถนำสิ่งที่ตนเองนั้นลงทุนมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะสมองไหลของประเทศ ฟิลิปปินส์จึงต้องมีแนวทางและนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างตนเองเป็นฮับ (HUB) หรือเป็นศูนย์กลางการส่งออกแรงงาน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้การพัฒนาในประเทศของตนสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่หยุดชะงัก และสามารถแข่งขันได้กับสังคมโลกมีแต่การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง