เมื่อตอนที่ นายหลี่ เค่อเฉียง เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อหลายเดือนก่อนได้กล่าวว่าตัวเขาเองจะนำพาให้เศรษฐกิจจีน
ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล แน่นอนว่าระหว่างการดำเนินการดังกล่าว อาจต้องมีบางกลุ่มที่เจ็บปวด แต่เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนเป็นไปอย่างยั่งยืนในอนาคต จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามที่ประกาศไว้
สัปดาห์ที่แล้ว นายหลี่ก็ได้เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวให้ชาวโลกได้เห็นเป็นรูปธรรม โดยธนาคารกลางของจีนปฏิเสธที่จะอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบการเงิน เมื่อสถาบันการเงินภาคเอกชนร้องขออย่างที่เคยปฏิบัติตลอดมา ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าก็ได้เห็นกันภายใต้การนำทัพทางเศรษฐกิจของนายหลี่ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินในระยะสั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร ระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นเสมือนมาตรวัดสภาพคล่องของตลาดการเงินของจีน สูงขึ้นทันทีกว่าร้อยละ 2.7 ขึ้นมาสูงถึงร้อยละ 10.8 หรือขึ้นมาเป็นเกือบ 3 เท่าของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว
คำถามคือ เหตุใด นายหลี่จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางนโยบายทางการเงินแบบกลับหลังหัน โดยพาจีนสู่โหมดการเงินที่ต้องบอกว่า ธนาคารกลางจีนแทบไม่เคยใช้แนวทางดังกล่าวมาก่อน ความเห็นของผม ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่านายหลี่เห็นสัญญาณอยู่ 4 ประการ ที่ประเมินแล้ว อย่างไรเสียในตอนนี้ ก็ต้องเปลี่ยนเกียร์ทางการเงินโดยเร็ว ดังนี้
หนึ่ง อัตราการเจริญเติบโตของสินเชื่อเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจนเกินไป จากรายงานของฟิทช์ พบว่าหากรวมสินเชื่อทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ ครัวเรือน และ รัฐบาลท้องถิ่น จะพบว่าสินเชื่อต่อขนาดเศรษฐกิจของจีนสูงขึ้นจากร้อยละ 130 ต่อจีดีพี ในปี 2007 เป็นร้อยละ 210 ต่อจีดีพี ณ ไตรมาสแรก ปีนี้ หากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ในช่วงระยะเวลา 6 ปีของวิกฤตการเงินดังกล่าว อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มจากร้อยละ 150 เป็นประมาณร้อยละ 195 เท่านั้น
การเพิ่มขึ้นของสินเชื่ออย่างรวดเร็วดังกล่าว ย่อมส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศเพื่อนำไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ ถูกบิดเบือนไปจากจุดที่เหมาะสม อันก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า การเติบโตของการลงทุนที่เฟื่องฟูในช่วงเวลาที่ผ่านมาของจีนมีความยั่งยืนมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้หลายโครงการที่จีนใช้งบลงทุนไปพัฒนาให้อัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ นั่นก็น่ากังวลถึงการพัฒนาในเวลาต่อจากนี้ว่า น่าจะต้องทำด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
สอง ความไม่สมดุลของการขยายตัวของสินเชื่อ แม้การเติบโตปริมาณสินเชื่อของจีน กำลังชะลอตัวจากที่เคยเติบโตปีละร้อยละ 51 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2012 มาเหลือเติบโตราวร้อยละ 20-30 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2013 ก็ตาม ทว่า จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินของจีนได้ไปลดปริมาณสินเชื่อประเภทระยะกลางและระยะยาวที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ส่วนใหญ่มองว่าค่อนข้างเสี่ยง โดยลดลงถึงร้อยละ 18 ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2012 ทว่าไปเพิ่มปริมาณสินเชื่อสินเชื่อระยะสั้นที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนทางการเงินเสียส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไม่มากนัก
สาม ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อยู่ในรูปของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ภายใต้ระบบการเงินแบบ Shadow banking มีสัดส่วนต่อขนาดเศรษฐกิจที่สูงขึ้น จากร้อยละ 29 ของจีดีพี ในปี 2010 เป็นร้อยละ 39.5 ในปี 2012 ดังรูปที่ 3 ทั้งนี้ จากบทเรียนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐในปี 2008 ได้สอนเราว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ ได้ซ่อนความเสี่ยงที่มีความรุนแรงไว้ภายในระบบเศรษฐกิจแบบที่ไม่ได้เปิดเผยให้เห็นเด่นชัดยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ
ท้ายสุด เมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ของโลก อย่างสหรัฐ ประกาศว่ามีแผนที่จะลดขนาดของการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ย่อมเป็นสัญญาณว่าภาวะเงินท่วมโลกกำลังใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องชะลอลง ดังนั้น หากจีนยังเพลิดเพลินกับการให้สภาพคล่องของตลาดสูงอยู่ ก็เสมือนเป็นเป้าใหม่ของวิกฤตการเงินรอบหน้า กระนั้นก็ดี แม้นายหลี่จะรีบที่จะเริ่มปรับโหมดทางการเงินใหม่ในช่วงนี้ ทว่าเศรษฐกิจและการเงินจีนก็ยังคงต้องเจอแรงกระเพื่อมเป็นพักๆ มากบ้างน้อยบ้าง นับต่อจากนี้เป็นต้นไปครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มใหม่ล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2556 และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ








