วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องทำมากกว่าลดราคาจำนำ

เฉพาะหน้าวันที่ 25 มิ.ย.รัฐบาลต้องหาทางฝ่าแรงกดดันจากกลุ่มชาวนาให้ได้ก่อนว่า จะชี้แจงหรือหาทางออกอย่างไร

เมื่อกลุ่มชาวนาทุกกลุ่มตัดสินใจรวมตัวกัน กดดันให้รัฐบาลกลับไปจำนำในราคา 15,000 บาทต่อตันเช่นเดิม พร้อมให้เวลารัฐบาลตัดสินใจเพียง 5 วัน ก่อนที่จะวางจังหวะก้าวต่อไป ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของเกษตรกรก็พอเข้าใจได้ว่า วงเงินรับจำนำที่สูงกว่าตลาดที่ระดับ 15,000 บาทที่คลอดนโยบายออกมาเมื่อ 1 ปี 8 เดือนที่แล้ว เกษตรกรก็ไม่ได้เรียกร้อง รัฐบาลเสนอให้มาเองผ่านนโยบายช่วงเลือกตั้ง และราคาในตลาดโลกในวันนั้น ก็อยู่ระดับเดียวกับวันนี้คือประมาณ 10,000-11,000 บาทต่อตัน และเมื่อผู้ชนะเลือกตั้งเสนอราคาจำนำให้สูง 15,000 บาท จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่เกษตรกรจะไถ่ถอนข้าวที่จำนำ ส่งผลให้สต็อกที่รัฐบาลต้องดูแลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเมื่อไม่สามารถระบายข้าวออกได้ เท่ากับแบกรับภาระสต็อกในอัตราต้นทุนที่สูง ทั้งค่าเสื่อม ค่าเก็บรักษา ค่าดอกเบี้ย ขณะที่ฝั่งเกษตรกรเมื่อราคาจูงใจในอัตราสูง ต้นทุนต่างๆ ก็ขยับขึ้นตามราคา ทั้งค่าแรง ค่าเช่า ค่าปุ๋ย และอีกมากมาย ดังนั้นต้นทุนจึงอยู่ที่ 8,000-9,000 บาทต่อตัน เมื่อรัฐลดราคาและถูกหักความชื้น เกษตรกรจึงมองว่า แทบไม่มีกำไร ดังนั้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจลดราคาจำนำเหลือ 12,000 บาท แม้จะยังสูงกว่าราคาตลาดโลก แต่ต้นทุนด้านอื่นไม่ได้ปรับลดลงด้วย ที่สำคัญเมื่อเป็นประชานิยม ขนมหวานที่ให้เกษตรกรทานแล้ว ไม่ง่ายที่จะดึงออกมา ซึ่งปัญหาที่รัฐบาลเผชิญวันนี้คือคำเตือนล่วงหน้า ที่คนในแวดวงข้าว นักวิชาการ บอกไว้ก่อน แต่ไม่ฟัง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.มีมติรับทราบผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือกขช. ที่ให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2556 ลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน จาก 15,000 บาทต่อตัน มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.นี้ พร้อมทั้งกำหนดเพดานการรับจำนำข้าวไม่เกินครัวเรือนละ 5 แสนบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้รัฐบาลให้เหตุผลว่าเนื่องจากที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงโครงการว่า ใช้งบประมาณและมีผลดำเนินงานค่าใช้จ่ายสูง จึงต้องมีการปรับลดราคารับจำนำและปริมาณการรับจำนำลงมา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น และปริมาณข้าวในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้น และเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ นำไปสู่การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในปี 2560

เราเห็นว่าเฉพาะหน้ารัฐบาลต้องจัดการปัญหาทุจริตในกระบวนการต่างๆ ในวงจรจำนำข้าวให้ได้ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของโครงการในวันนี้ นอกจากนั้นต้องทำความเข้าใจและหาทางลดต้นทุนให้เกษตรกรได้อย่างไรบ้าง แต่ในระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นมากคือการดำเนินการในสองด้านสำคัญตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากประการแรก เลิกการจำนำข้าว แต่หากทางการเมืองประเมินแล้วดำเนินการได้ยากเพราะสัญญากับประชาชนไว้แล้ว เราเห็นว่า กำหนดนโยบายจำนำเฉพาะข้าวนาปี และจำนำในราคาตลาด หรือเพิ่มจากต้นทุนของเกษตรกร 20-30%เพื่อลดแรงจูงใจ ไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวอายุสั้น หรือการนำข้าวคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ

ขณะเดียวกัน การไม่ปลูกข้าวนาปรัง ก็จะลดเรื่องการแย่งน้ำ ที่เป็นปัญหาในหลายพื้นที่ นอกจากนั้นก็ส่งเสริมข้าวพรีเมียม ข้าวออร์แกนิค ที่ในหลายพื้นที่ปลูกและมีตลาดต่างประเทศชัดเจน เพราะหลังนโยบายจำนำข้าวในราคาสูงได้ทำลายตลาดข้าวพรีเมียม ในหลายพื้นที่ดังนั้นรัฐบาลควรกลับมาส่งเสริมอย่างจริงจัง เช่นที่เคยประกาศเป็นยุทธศาสตร์จังหวัดในหลายพื้นที่ เช่น ข้าวสุรินทร์ ดังนั้นเมื่อยกเลิกจำนำข้าวนาปรังแล้ว รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เกษตรกร หันมาปลูกพื้นชนิดอื่นแทน เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป เช่นการปลูกพืชตระกูลถั่ว โดยรัฐบาลอาจจะส่งเสริมในแง่สินเชื่อพิเศษ เป็นต้น ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยินนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เปรยๆ เรื่องนี้อยู่บ้าง

ประการสองเราเห็นว่า การปรับโครงสร้างเกษตรกับยุทธศาสตร์ประเทศควรไปด้วยกัน เราเห็นด้วยกับ ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การปรับโครงสร้างเกษตร ถือเป็นหัวใจสำคัญหากประเทศไทย จะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ เป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคต เพราะปัจจุบันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนสูงถึง 40%ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆอัตราแรงงานเกษตรประมาณ 10%เท่านั้น ฉะนั้นทางออกคือโยกย้ายแรงงานภาคเกษตรนี้ไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรม แต่หากนำแรงงานเข้ามาในกรุงเทพและปริมณฑลก็จะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างปัญหาเมืองอีกเช่นที่เป็นอยู่ ข้อเสนอคือ นำอุตสาหกรรมออกไปอยู่ ในจุดสำคัญของประเทศ เช่น ทำโคราช ขอนแก่น ให้เป็นภาคอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศให้ได้ ซึ่งนั้นต้องมีระบบการขนส่งที่จะต้องเชื่อมโยงไปที่แหลมฉบัง ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่บ้างและดีพอสมควร แต่ควรจะปรับปรุงให้ได้และทำโคราชให้เป็นอุตสาหกรรมใหญ่

ส่วนภาคเหนือ ผลักดันลำพูนหรือลำปาง ให้เป็นศูนย์กลางให้เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ เพราะอากาศดีและคนต้องการเข้าไปอยู่ ส่วนภาคใต้ อาจจะคิดถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งหากเพิ่มมูลค่าท่องเที่ยวเรายังขาดแรงงานภาคบริการอีกมาก เราเห็นว่าหากรัฐบาลคิดได้ครบวงจรอย่างนี้ คือคำตอบทางออกจากจำนำข้าวอย่างแท้จริง