กระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดค่อนข้างมีความชัดเจนจากแกนนำรัฐบาลว่า “นายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะปรับ ครม.แล้ว เบื้องต้นกำหนดเอาไว้ช่วงวันที่ 10 สิงหาคม และมีแนวโน้มจะเป็นการปรับใหญ่” (ข่าว นสพ.ในส่วนกลางฉบับหนึ่ง 19 มิย.56)
ถัดมา นายกฯให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการปรับ ครม. ว่า “หากมีการปรับ แล้วจะบอก” นักข่าวถามอีกว่า จะมีการปรับในช่วงเดือนสิงหาคม นายกฯ กล่าวว่า “ถ้ามีการปรับเมื่อไหร่ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง เพราะการปรับ ครม.เป็นเรื่องปกติ ที่มีการปรับตามความเหมาะสม ซึ่งวันนี้มีการพิจารณาดูอยู่ โดยดูจากผลงานไปเรื่อยๆ” (ข่าว นสพ.ฉบับเดิม 20 มิย.56)
เรียกว่า อยู่ในเมมโมรี่นายกฯ ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณา ทบทวนตรวจสอบกันอีกครา แม้พูดกลางๆ ก็เป็นที่เข้าใจได้ ดูรูปการณ์แล้วคงได้เห็นการปรับ ครม.อีกครั้ง
มีประสบการณ์ปรับ ครม.มาหลายครั้ง รอบหน้านี้เอาให้ดีที่สุด เลือกเฟ้นให้ดี ให้ฮือฮา ยกนิ้ว สังคมชมว่าเยี่ยม เชื่อว่า ที่ผ่านมานายกฯเห็นอะไรชัดขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น จุดอ่อน-แข็ง ข้อด้อย-เด่นต่างๆ มีเหลี่ยมมุมมองทางความคิดหลากหลายขึ้น น่าจะนำมาใช้ในการปรับครั้งใหม่
มีคำถามชวนคิด : ปรับ ครม.ในมุมมองพีอาร์(บ้าง)ดีมั๊ย
ปรับ ครม.มองได้หลายมุม มุมการเมือง มุมบริหาร หากมองมุมการประชาสัมพันธ์ หรือพีอาร์ ก็จะเป็นอะไรที่เป็นความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ห่วงใย ความพึงพอใจของประชาชน
มิเพียง “จัดไป” แต่รัฐบาลควรคำนึง นำพา ลึกซึ้งถึงความรู้สึกนึกคิด เสียงสะท้อน ความพึงพอใจของประชาชนด้วย โดยเฉพาะการดำเนินงานการเมือง ซึ่งประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ควรที่จะใส่ใจในความคิดความอ่าน มุมมอง ความต้องการของประชาชนบ้าง ว่าเขาอยากมีอยากเป็น อยากเห็นอยากได้อะไรจากการปรับ ครม.ไม่ควรนั่งมองความต้องการของรัฐบาลอยู่เฉพาะข้างบน หันมามองข้างล่างบ้าง จะดี หรือไม่ ประการใด
ทำอย่างไรให้ประชาชนพึงพอใจสูงสุดถ้าเป็นไปได้ ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตการเมือง ประเทศ มิได้แปลว่า มาร่วมนั่งพิจารณา แต่เป็นการที่รัฐบาลเข้าไปนั่งในจิตใจประชาชนบ้าง อาจจะได้อะไรดีๆกว่าที่คิด เป็นทูเวย์ (two ways) มองบน มองล่าง มองขึ้น มองลง มองไป มองกลับ ซึ่งเป็นการมองในมุมพีอาร์ เพื่อที่จะตอบโจทย์ความต้องการให้ตรงใจประชาชนที่สุด
ให้ใจ ก็ได้ใจ
สาเหตุการปรับ ครม.มีเหตุผลอย่างไร อยู่ในใจนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ว่าจะปรับเพื่อ 1) แก้ปัญหาเชิงบริหาร 2) เหตุผลทางการเมือง หรือ 3) ความเหมาะสมอื่นๆ และไม่ว่าจะสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง โยกคนในออก ดึงคนนอกเข้า ท้ายที่สุดแล้ว เป็นอื่นไปไม่ได้ ย่อมต้องเพื่อเฟ้นหา “มือทำงาน”
นั่นของจริง เพราะ “มือทำงาน” เท่านั้น ที่จะเป็นความยั่งยืนให้รัฐบาลอยู่ยาวได้แค่ไหน อยู่ได้ครบเทอมหรือไม่ เหตุผลอื่นยังมองไม่เห็นว่าจะอยู่ยาวได้อย่างไร ฉะนั้น การแก้ปัญหาเชิงบริหาร เป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน เรื่องอื่นยังทีหลัง เป็นรัฐบาลไม่มีผลงานอยู่ได้ที่ไหน ประชาชนรออยู่
เป็น“มือทำงาน” มิใช่“มือทดลองงาน” ไม่เหมือนในอดีตอีกแล้วที่จะเข้ามาเรียนรู้งาน สะสมประสบการณ์ สร้างบารมีทางการเมือง แล้วรอขึ้นว่าการ คงไม่ใช่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เอาไม่อยู่ วันนี้ปัญหาบ้านเมืองแรง เร็ว ไกลกว่าที่คิด
ส่วนจะปรับเพื่อเหตุผลทางการเมือง หรือความเหมาะสมอื่นๆ คงมีบ้าง ต้องยอมรับ ทำงานการเมืองไม่มีเลย ก็คงไม่ใช่ แต่ขอให้มีน้อยหน่อย เอาเรื่องงานเป็นหลัก
ที่ต้องระวัง ก็คือ เหตุผลทางการเมือง เป็นเหตุผลของรัฐบาล มิใช่เหตุผลของประชาชน และความเหมาะสม เป็นความเหมาะสมของรัฐบาล มิใช่ความเหมาะสมของประชาชน
คนนั้นสายนี้ คนนี้สายนั้น สายไหนๆก็ตาม อุ้มชูกันไป ประชาชนไม่รับรู้เรื่องด้วย เข้ามานั่งใน ครม.แล้วมือไม่ถึง แก้ปัญหาประชาชนไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่ดี ดีไม่ดีจะไปไม่รอดสั่นคลอนกันทั้งรัฐนาวา
จะตอบแทนกันบ้างไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน แต่เขาควรต้องเก่งบริหารด้วยฝีมือของตนเองด้วย ประชาชนสังคมก็พอเข้าใจได้ สร้างประโยชน์เป็นมรรคผลรูปธรรม หากไม่มีผลงาน เดี๋ยวต้องปรับ ครม.ใหม่อีกแล้ว ก็เป็นไปได้
ทำอย่างไรจึงจะเลือก เฟ้น หามือทำงานให้นายกรัฐมนตรีด้วยการมองอย่างเข้าถึงเหตุผลของประชาชน(บ้าง) และมองอย่างเข้าถึงความเหมาะสมของประชาชน(บ้าง) ไม่ว่าโยกคนในออก ดึงคนนอกเข้า
เชื่อว่า นายกฯคงจะมองฝีมือการทำงาน ใคร ขนาดไหน อย่างไร วันนี้ปรับ ครม.แล้วต้องให้มาตรฐานงานรัฐบาลสูงขึ้นด้วย ถึงจะ “เอาอยู่”
ซึ่งดูแล้วขณะนี้สถานการณ์บังคับให้รัฐบาลต้องการมือทำงานระดับ A
ถ้าเลือกเฟ้นหาได้ A ผลงานก็เป็น A
เลือกเฟ้นหาได้ B ผลงานก็เป็น B
ถ้าเลือกได้ C ก็ฉุดเกรดเฉลี่ย อยู่ที่มุมมองนายกฯจะพิจารณา
ยังมองว่า เมื่อปัญหาค่อนข้างจะอยู่ที่เรื่องการบริหารงาน ฉะนั้น ใครเข้ามา เร่งสปีดผลงานให้ได้ A ก็น่าจะชูภาพลักษณ์รัฐบาลเด่นขึ้น
ผลงาน หรือผลสำเร็จของการบริหาร จึงเป็นปัจจัยที่จะสร้างพลัง ความเชื่อมั่น เชื่อถือศรัทธาประชาชนที่มีต่อภาพลักษณ์รัฐบาล วันนี้ปัญหาสถานการณ์อะไรต่างๆ รุมเร้ารัฐบาล แค่เรื่องข้าวกระทรวงพาณิชย์ก็ทำเอาเสียรังวัดไปเยอะ ยังกระทรวงอื่นๆอีก 19 กระทรวง จะชูไหวหรือไม่ ประการใด ต้องติดตาม
ถ้าผู้นำกระทรวงไม่เก่ง ประชาชนก็เสียโอกาส
หากหามืออาชีพไม่ได้ เห็นทีจะเอาไม่อยู่ เมื่อปรับแล้วมาตรฐานงานรัฐบาลไม่ได้สูงขึ้นจากเดิม ก็ไร้ความหมาย ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร ถึงเวลามองในมุมพีอาร์ที่ยึดความพึงพอใจของประชาชนหรือยัง ยึดการเมือง อาจคาใจประชาชน ยึดประชาชน อาจขัดใจนักการเมือง
เป็นโอกาสและความท้าทายนายกรัฐมนตรีจะตอบโจทย์ความต้องการอย่างไร จะตอบสนองความต้องการของการเมือง หรือความต้องการของประชาชน สัดส่วนอย่างไร
เป็นรัฐบาลพึ่งพาได้ ประชาชนก็หนุนนำ
มีคำถามชวนคิด : นอกจากใช้มุมมองการเมือง มุมมองบริหารผสานกันไปแล้ว ใช้มุมมองเชิงพีอาร์ควบคู่ไปด้วยดีมั๊ย เนื่องเพราะเป็นการมองที่“ความพึงพอใจของประชาชน” โดยดูว่า ประชาชนอยากได้ หรือต้องการอะไร จึงจะพึงพอใจสูงสุด
1)ความพึงพอใจสูงสุด มาจากความต้องการ ครม.ที่มีความเป็นนักสร้างวิสัยทัศน์รัฐบาล วิสัยทัศน์กระทรวง ต้องเป็นนักคิดอะไรใหม่ๆที่ดีๆให้ประชาชน ถึงจะกินดีอยู่ดี สร้างความเจริญก้าวไปข้างหน้าให้ประเทศได้
เป็นนักสร้างผลงานนโยบาย โครงการใหม่ๆทันปัญหาความต้องการของประชาชน เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งผลลัพธ์ ผลสำเร็จใหม่ๆ ที่ทำให้หลุดพ้นบ่วงความยากจน มีรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดี พูดกันมาหลายยุคสมัย ทำให้เด่น ทำให้ได้ อย่างน้อยดีขึ้นกว่าเดิม
เช่น เวลาผลผลิตเกษตรตกต่ำ จะมีอะไรใหม่ๆอย่างอื่นมั๊ยที่นอกจากไปรับซื้อ หรือให้มาวางขายหน้ากระทรวง กรม ให้ข้าราชการช่วยกันซื้อ ฯลฯ ไม่ใช่อะไร เกรงว่า เกษตรกรจะทวงถาม หากถามขึ้นมาเมื่อใด ก็จะเสียฟอร์มกันไปเท่านั้นเอง
หรือกระทั่งร้านค้าเข้าร่วมโครงการรัฐบาล ขายข้าวแกงราคาถูกลดค่าครองชีพ ไม่เห็นถูกกว่าร้านค้าทั่วไปข้างเคียงสักเท่าไร ยังมาอ้างกันอีก ของฉันใส่ไข่ ของเขาไม่ใส่ไข่ ของฉันใส่หมูมากกว่า ก็ว่ากันไป เฮ้อ..เหนื่อยนะ.!? ครั้นไปอีกร้าน ประหยัดค่าไข่ 5 บาท เสียค่าน้ำมันรถ 10 บาท ชีวิตเอาไงดี ?
2)อยากได้ใครเข้ามาเป็น ครม.มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์สูง ซื่อตรง เที่ยงธรรม เป็นคนใน คนนอกได้ทั้งนั้น ขอให้เข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประชาชนจริงๆ เห็นใจเคียงข้างคนยากคนจน ถ้าภาพลักษณ์ดี และเป็นที่รู้จัก ย่อมได้เปรียบ ซึ่งนายกฯจะต้องสอดส่องมองหาให้ได้ ยิ่งไม่เคยเป็นที่ครหา มีภาพลักษณ์เป็นคนตั้งใจ ทุ่มเททำงานยิ่งดี
3)อยากได้คนที่มีผลงาน ผลสำเร็จที่จารึกเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จทางการเมือง การบริหาร หรือธุรกิจ ประชาชนเห็น สัมผัสรับรู้ เชื่อมือ เชื่อมั่น เพราะสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของคนๆนั้น เมื่อเข้ามาใน ครม. ทำให้มั่นใจว่า ผลงานในอดีต การันตีผลงานในอนาคต
4)ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อยากได้ ครม.ที่เก่งบริหารประโยชน์ บริหารความเป็นธรรม วันนี้ประเทศแตกแยก แตกต่างทางความคิด ความสามัคคีลดลง มีทั้งคนที่สนใจการเมือง ไม่สนใจการเมือง ทำมาหากิน ดิ้นรนต่อสู้เพื่อปากท้องเศรษฐกิจ ผู้คนหลากหลาย ใครเข้ามาเป็นทีมรัฐบาล ต้องเข้าใจ เข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ประชาชนกลุ่มต่างๆ ยึดหลักหรือรักษาไว้ซึ่งการบริหารประโยชน์ และบริหารความเป็นธรรมให้ทุกๆกลุ่มเท่าเทียมกัน เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน
5)อยากได้ ครม.ที่มีความเข้าใจ ความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับประชาชน สื่อสารที่ดี มีเหตุมีผล ไม่ดูถูกประชาชน ใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ขาดเรื่องนี้ไม่ได้ เป็นความจำเป็น และต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดีด้วย มีสื่อสารออกไป รับfeedbackเข้ามา เน้นรับฟัง นำพา แก้ไขปัญหา หาทางออกโดยเฉพาะรัฐมนตรีบางท่านที่(มัก)พูดอย่างเดียว ไม่ฟังใคร ถ้าไม่ฟัง จะรู้ปัญหาได้อย่างไร
เป็นการมองการปรับ ครม.ในมุมพีอาร์ที่ขออนุญาตนำมาแชร์ นำเสนอ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผู้อ่านอาจเห็นด้วย เห็นต่าง เห็นมากกว่าผู้เขียน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศของเรา
อยากเห็นการปรับ ครม.มีความหมาย จัดทัพ จัดทีมใหม่เที่ยวนี้ได้ลงตัว ไม่มีใครกังขา หรือมีน้อยที่สุด รัฐบาลอาจมองเชิงพีอาร์อยู่แล้ว เป็นการเสริม เติมเต็มการบริหารงานบางมุม เพื่อประชาชน มิใช่เพื่อ(เอาใจ)การเมือง ทั้งนี้ เพื่อภาพลักษณ์รัฐบาล ส่วนจะอยู่ยาวแค่ไหน อยู่ที่จะเร่งขับเคลื่อนผลักดันผลงานให้ประชาชนพึงพอใจสูงสุดเพียงใด
จะใช้โอกาสทางการประชาสัมพันธ์อย่างไร อยู่ที่รัฐบาลพิจารณา









