รัฐบาลสั่งให้มีการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ระดับปฏิบัติจนถึงสต็อกของรัฐบาลที่มีอยู่จำนวนมหาศาลถึง 17 ล้านตัน
โดยประกาศหลายครั้งว่า จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่ทุจริตในโครงการนี้ เนื่องจากเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และตั้งแต่รัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าวเข้าสู่ปีการผลิตเป็นปีที่สอง ก็ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินคดีกับผู้ทุจริตบางราย รวมทั้งล่าสุดที่เตรียมเอาเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร เนื่องจากมีข้าวในโครงการหายไปประมาณ 8 พันตัน
การเข้าตรวจค้นหรือตรวจสอบรอบนี้ของรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากมีการโจมตีโครงการรับจำนำข้าวอย่างรุนแรงจากตัวเลขผลขาดทุนมหาศาล ทั้งๆ ที่รัฐบาลหวังไว้ในช่วงเริ่มแรกโครงการนั้นจะได้กำไร หรือหากขาดทุนก็ไม่เกิน 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ารัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ปรากฏว่า ตัวเลขที่เคยหยิบยกขึ้นมาใช้ตอบโต้การเมืองได้เงียบหายไป เนื่องจากตัวเลขการขาดทุนในฤดูการผลิตเดียวมีมากถึง 1.36 แสนล้านบาท ซึ่งคิดราว 5% ของงบประมาณประจำปีกว่า 2 ล้านล้านบาท เป็นเม็ดเงินที่รัฐบาลสูญไปกับนโยบายนี้
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่มีขนาดใหญ่มาก ทั้งในมูลค่าทางเศรษฐกิจและจำนวนคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญนอกเหนือการขาดทุนคือการทุจริตในโครงการ เพราะดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ผู้เสียภาษียอมรับได้ยากกว่าประเด็นเรื่องงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งเราเชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครยอมรับกันได้แน่ หากโครงการนี้มีการทุจริตกันอย่างตั้งใจ และเกิดขบวนการร่วมด้วยช่วยกันใช้งบประมาณของชาติเข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับโครงการอุดหนุนสินค้าเกษตรมาทุกยุคทุกสมัย
เท่าที่รับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการทุจริตที่ถูกฝ่ายค้านโจมตีนั้น เราจะเห็นได้ว่ายังไม่มีความกระจ่างชัดนัก เราได้ยินแต่คำยืนยันว่าจะดำเนินการเอาผิดกับคนทุจริตอย่างจริงจังและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า นโยบายนี้มีปัญหาการทุจริตไม่มากนัก เพราะมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบกันอย่างละเอียด ซึ่งความพยายามแก้ข้อกล่าวหาของรัฐบาล หรือนักการเมืองก็มักจะใช้วิธีการเดิม คือ เรียกร้องหาใบเสร็จ หรือให้ส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบหากมีหลักฐานตามที่กล่าวหาจริง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรัฐบาลพยายามปรับนโยบายนี้ด้วยการลดราคารับจำนำลง แต่ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป โดยอ้างว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ รัฐบาลก็น่าจะแสดงให้เห็นว่ามีการแก้ปัญหาตามที่ถูกกล่าวหาหรือประเด็นที่สังคมสงสัยว่ามีการร่วมมือกันทุจริต เพราะสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการในขณะนี้ก็ไม่ต่างจากที่ทำมาแล้ว กล่าวคือเมื่อมีปัญหาครั้งใด ก็จะตั้งทีมงานใหญ่โตไล่ตรวจสอบกันเป็นครั้งคราว แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนเดิม เพื่อรอให้ปัญหาเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
เราเห็นว่า ประเด็นการทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ในสังคมและเป็นเรื่องที่สังคมสงสัยกันมากอยู่แล้ว มากเสียยิ่งกว่าประเด็นการขาดทุนอันเนื่องมาจากราคาข้าว ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการจะแก้ไขหรือสร้างความไว้ไวางใจในขณะนี้มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ หากคนกลางหรือหน่วยงานกลาง ซึ่งเป็นบุคคลที่สามเข้าไปร่วมในกระบวนการตรวจสอบด้วย เพราะหากรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ทำแบบลับๆ ล่อๆ เหมือนที่ผ่านมา ก็จะโดนข้อครหาซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนไม่ไว้ใจนักการเมืองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว









