วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เส้นทางขรุขระสู่ดิจิทัลทีวี(3):โครงข่าย+Must Carryยัง"ยุ่งเหยิง"

มติสำคัญของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์(กสท.)เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการออกใบอนุญาตโครงข่ายสำหรับดิจิทัลทีวี 4 โครงข่าย น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักกับคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 ที่มีนัยสำคัญมากต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่ดิจิทัล( Analog Switch-Off: ASO )ที่กำลังเดินหน้า

แต่ยังเหลืออีกหลายประเด็นที่เป็น"ขวากหนาม"บนเส้นทางขรุขระสู่ยุคดิจิทัลทีวี ซึ่งแม้กสท.จะมีจุดมุ่งหมายว่าจะทำให้สนามการแข่งขันของธุรกิจโทรทัศน์ไทยที่ยังอยู่ในสภาพ"กึ่งผูกขาด"มากว่าครึ่งศตวรรษ แล้วพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นสนามแข่งขันที่เท่าเทียม( Level Playing Field)ระหว่างผู้เล่นรายใหม่กับรายเก่าที่ทำให้"สังคมและผู้บริโภค"ได้ประโยชน์สูงสุด แต่ยังไม่น่าจะฝ่าดง"อำนาจผูกขาด"ไปได้ง่ายนัก

อาจารย์เก๋-สุภิญญา กลางณรงค์ กสท.เสียงข้างน้อยเป็นประจำบอกบน Facebook ว่านานมาแล้วที่ไม่ได้อยู่ในฝั่งเสียงข้างมากของกสท. แต่ครั้งนี้เห็นว่าการยินยอมคืนคลื่นความถี่ของ 4 ช่องคือช่อง 5 กองทัพบก, ช่อง 9 อสมท.,ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์และไทยพีบีเอส ร่นเวลาคืนคลื่นโทรทัศน์จากเดิมตามแผนแม่บทกำหนดระยะเวลาไว้ถึง 10 ปีเหลือแค่ 5 ปีสำหรับช่อง 5,ช่อง9 และช่อง 11 ส่วนไทยพีบีเอสยอมคืนภายใน 3 ปีเพื่อแลกกับการได้ช่องทีวีสาธารณะเพิ่มเป็น 2 ช่องน่าจะดีกับภาพรวมของอุตสาหกรรม จึงควรจะอนุมัติให้ใบอนุญาตโครงข่ายดิจิทัลทีวี 4 รายนี้ที่มีอายุ 15 ปี

แต่ยังมีคำถามใหญ่ที่กสท.ยังไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าแล้วช่อง 3 ที่ยังมีอายุสัมปทานกับอสมท.หลืออีก 7 ปีสิ้นสุดปี 2563 และช่อง 7 ที่กองทัพบกต่อสัญญาสัญญาสัมปทานไปในปี 2540 ไปจนถึงปี 2566 หรืออีกประมาณ 10 ปีจะยังคงออกอากาศในระบบอะนาล็อกไปจนสิ้นสุดสัญญาหรือไม่ ในขณะที่กองทัพบกกับอสมท.ที่เป็นคู่สัมปทานจะสิ้นสุดการออกอากาศระบบอะนาล็อกในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือในปี 2561

หน่วยงานที่เป็นเจ้าของสัมปทานอย่างกองทัพบกมีรายได้จากช่อง 7 ประมาณปีละ 150 ล้านบาท อสมท.มีรายได้จากช่อง 3 ประมาณปีละ 250 ล้านบาทและยังมีรายได้สัมปทานจากทรูวิชั่นเป็นส่วนแบ่งรายได้ 6.5 % ปีละ 500-600 ล้านบาทที่อายุสัมปทานส่วนของ IBC ที่ใช้คลื่นความถี่ MMDS เดิมจะหมดในวันที่ 30 ก.ย. 2557 และใบอนุญาตในนามยูทีวีที่ใช้สายเคเบิลจะหมดในวันที่ 31 ธ.ค. 2562

กรณีทรูวิชั่นส์หมดสภาพการผูกขาดในธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกระดับชาติไปแล้ว เมื่อกสท.ออกใบอนุญาต"โครงข่าย"ให้กับบริษัท เคเบิล ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด(CTH ) ที่กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของทรูวิชั่นส์และยังมีใบอนุญาตโครงข่ายของแกรมมี่,อาร์เอส,พีเอสไอ ฯลฯที่สามารถทำธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกได้แบบเดียวกับทรูวิชั่นส์

อันที่จริงแล้วทรูวิชั่นส์มีใบอนุญาตโครงข่ายที่ให้บริการโทรทัศน์บอกรับสมาชิกจากกสทช.แล้ว สามารถบอกเลิกสัมปทานกับอสมท.ได้ก่อนกำหนดด้วยซ้ำ ซึ่งเชื่อว่าทรูวิชั่นส์คงกำลังคิดคำนวณอยู่ตลอดเวลาว่าระหว่างการจ่ายค่าธรรมเนียมรวม 4 %จากรายได้กับกสทช.กับการจ่าย 6.5 %จากรายได้กับอสมท.จะทำอย่างไรให้จ่ายน้อยลง นักกฎหมายของทรูวิชั่นส์เก่งอยู่แล้วน่าจะมีหนทางอยู่ในใจแล้ว

ในขณะที่การคืนคลื่นความถี่ที่ใช้แบบอะนาล็อกของ 4 ช่องในอีก 5 ปีข้างหน้าจะทำให้กสท.สามารถนำคลื่นความถี่ชุดนี้ไปทำเป็นดิจิทัลทีวีได้อีกหลากหลาย โดยเฉพาะโทรทัศน์ในอนาคตที่น่าจะเหลือแต่ระบบความชัดสูง High Definition หรือเมื่อมีคลื่นความถี่เหลือมากพออาจจะสามารถขยับไปถึงขั้นความคมชัดแบบละเอียดสูงหรือ 4K ที่เรียกว่า Ultra High Definition ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล ผลรวม 8 ล้านพิกเซล ความคมชัดจะมากกว่าระบบ Full HD 4 เท่าที่มีความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ผลรวม 2 พิกเซล

คำถามที่กสท.จะต้องหาทางตอบก็คือ ช่อง 3 กับช่อง 7 จะหาเหตุผลอันใดในการออกอากาศระบบอะนาล็อกไปจนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานที่ใช้เวลานานกว่าเจ้าของสัมปทานที่บอกว่าในอีก 5 ปีจะคืนคลื่นความถี่ให้กสท.หรือเท่ากับเลิกออกอากาศระบบอะนาล็อกเพื่อไปสู่การออกอากาศระบบดิจิทัลทีวีที่มีใบอนุญาตโครงข่ายไปอีกถึง 15 ปีนับจากนี้เป็นต้นไป

หากกสท.ต้องการให้สนามแข่งขันบนดิจิทัลทีวีภาคธุรกิจ 24 ช่องมีความเท่าเทียมกันจะต้องทำให้ประเทศไทยสามารถยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อกภายในอีก 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาการขยายโครงข่ายที่กสท.กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายจะต้องขยายโครงข่ายให้ได้ 50 % ในปีแรกและปีที่สองเพิ่มเป็น 80 % ปีที่สามเป็น 90 %และปีที่ที่สี่เป็น 95 %

หมายความว่าช่อง 3 กับช่อง 7 ควรจะยุติสัมปทานแบบอะนาล็อกก่อนกำหนด เพื่อระบบอะนาล็อกสิ้นสุดปิดสวิชท์ไปพร้อมกับเจ้าของสัมปทานกองทัพบกกับอสมท.ที่คืนคลื่นให้กสท.ไปทำประโยชน์ต่อไป

"ผู้เล่นรายใหม่"ที่กำลังเตรียมเข้าประมูลดิจิทัลทีวี 24 ช่อง ล้วนแต่ยังไม่สามารถคำนวณ"ภาระค่าโครงข่าย"ได้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี มิหนำซ้ำยังมี"ภาระหลังแอ่น"ที่กสท.กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายจะต้องลงทุนให้ "ช่องรายการ"หรือ Content Provider ที่ได้สิทธิ์ออกอากาศดิจิทัลทีวีสามารถ Must Carry ไปยังทุกโครงข่ายได้ด้วยตามประกาศ Must Carry ของกสท.ที่ยังเป็นปัญหาว่า"ต้นทุน"เหล่านี้จะเพิ่มมากกว่าเดิมเท่าไหร่ แล้วผู้ถือใบอนุญาตโครงข่ายจะผลักภาระนี้ไปยังผู้ใช้บริการแบบ"บวกกำไร"อีกเท่าไหร่

"ผู้เล่นรายใหม่"ส่วนใหญ่ไม่ได้กังวล"ราคาประมูล"ว่าจะสูงมากกว่า"ราคาขั้นต่ำ"แค่ไหนเพราะแต่ละรายจะมี"เพดาน"อั้นไว้แล้วว่าลงทุนทำไหวหรือเปล่า เมื่อเข้าสู่ห้องประมูลแล้วคงไม่มีใครไป"เคาะราคา"บ้าเลือดจนไม่สามารถธุรกิจได้ แต่ยังไม่มีใครรู้ชะตากรรมว่า"ค่าบริการโครงข่าย"จะถูกคิดเท่าไหร่และต้นทุน Must Carry จะบวกเข้าไปอีกเท่าไหร่

Must Carry เป็นแนวคิดที่ดีที่จะทำให้"ช่องดิจิทัลทีวี"มี Eyeball เริ่มต้นไม่ได้นับจาก"ศูนย์" เมื่อเริ่มเปิดออนแอร์ก็มี Eyeball ที่อยู่ในทุกโครงข่ายและยังมีส่วนเพิ่มจากการติดตั้ง Set Top Box สำหรับรับภาคพื้นดินอีก ข้อท้วงติง Must Carry ก็คือกสท.ไม่สามารถไปบังคับให้ทุกโครงข่ายทั้งภาคพื้นดินและภาคดาวเทียม Carry ช่องดิจิทัลทีวีไปได้ทั้งหมด
แต่กลับไปกำหนดไว้ว่าภาคบังคับทุกโครงข่ายคือทีวีสาธารณะ 12 ช่อง หลังจากนั้นแล้วแต่ความสมัครใจของโครงข่ายแต่หากจะ Carry ช่องดิจิทัลไปจะต้องเอาไปทั้ง"พวง"แบบเรียงลำดับ เริ่มจากช่องเด็ก 3 ช่องหากจะเอาไปอยู่ในโครงข่ายก็ต้องยกพวงไป แล้วหากขยับไปช่องข่าว 7 ช่องถ้าจะเอาไปก็ต้องเอา"พวงช่องเด็ก 3 ช่อง"กับ"พวงช่องข่าว 7 ช่อง"ไปด้วย

แล้วค่อยไปมีสิทธิเลือก"พวงช่องวาไรตี้ 7 ช่อง"หากจะเอาไปอยู่ในโครงข่ายก็จะต้องพ่วงช่องเด็กกับช่องข่าวไปด้วย และถ้าหากผู้ถือใบอนุญาตโครงข่ายเห็นว่าช่อง HD 7 ช่องมีภาพคมชัดมากน่าเอาไปด้วยก็จะต้องหิ้ว 3 พวงช่องเด็ก 3 ช่อง,ช่องข่าว 7 ช่องและช่องวาไรตี้ 7 ช่องไปด้วย ห้ามเลือกพวงใดพวงหนึ่ง โดยจะต้องแจ้งขออนุมัติจากกสท.ปีละครั้งไม่สามารถทำไปเองโดยพลการ

ปัญหายังตามาอีกเยอะว่า Must Carry จะต้องไปบนระบบดาวเทียม C-Band, KU-Band หรือไม่และรวมไปถึงภาคพื้นดินทางสายเคเบิลด้วยหรือเปล่า ความอีรุงตุงนังยังมีคำถามไปว่าแล้วขาลงกล่องแบบไหนรับได้หรือรับไม่ได้ที่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคมากๆที่อธิบายไปก็ยากจะเข้าใจ แต่ในวงการพูดถึงกล่องแบบ S1 ที่เป็นกล่องส่วนใหญ่กับแบบS2 ที่ยังมีจำนวนไม่มากนัก กล่องแบบ S1 ไม่สามารถรับแบบ HD ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด

ผู้ถือใบอนุญาตแบบโครงข่ายที่ใช้ดาวเทียม NSS6 ที่มีอยู่รายเดียวคือ IPM ของคุณมานพ โตการค้าที่เป็นจานแบบ KU-Band ยอดนิยมในต่างจังหวัดจะทำอย่างไร ในเมื่อผู้ถือใบอนุญาตโครงข่ายดิจิทัลทีวีทั้งหมดได้ใช้ดาวเทียมไทยคมอย่างเดียว จานส้มIPM ไม่มีทางจะ Must Carry ช่องดิจิทัลทีวีใดๆไปได้เลย ยกเว้นว่าIPMนำไปอัพลิงก์ช่องดิจิทัลทีวีบน NSS6 ที่มีต้นทุนสูงมากแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ผู้เล่นรายใหม่ที่ส่วนใหญ่มีช่องทีวีดาวเทียมอยู่แล้วก็มีคำถามว่าหากพวกเขาประมูลดิจิทัลทีวีได้ แล้วนำช่องทีวีดาวเทียมเดิมไปออกอากาศกับผู้ให้บริการโครงข่าย MUX ผ่านคลื่นความถี่ภาคพื้นดินที่บวกต้นทุน Must Carry อยู่แล้วจะผลักมาให้ผู้ประกอบการที่ประมูลดิจิทัลทีวีกลายเป็น"ต้นทุนซ้ำซ้อน" ยกเว้นกรณีบริษัทไทยคมยอมให้ Convert ไปอยู่กับผู้ถือใบอนุญาตโครงข่าย ซึ่งพวกเขาเองก็คงไม่ยินยอมเพราะไม่มี"กำไร"ใดๆจากการให้บริการส่วนนี้อย่างแน่นอน

สัปดาห์นี้วันที่ 27 มิ.ย.กสท.จะเปิดประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจที่ไม่น่าจะมีประเด็นเหลือให้แสดงความคิดเห็นเท่าไหร่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นสัก 2 สัปดาห์ได้ใช้วิธี Focus Group สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้าประมูลดิจิทัลทีวีที่ใช้เวลาซักกันละเอียดทุกแง่มุมจนไม่น่าจะหลงเหลือข้อข้องใจใดๆ ยกเว้นประเด็นภาระค่าโครงข่ายที่ยังไม่มีประชาพิจารณ์หรือ Focus Group กับผู้ใช้บริการคือผู้จะประมูลดิจิทัลทีวี

ความยุ่งเหยิงของกฏ Must Carry ที่ยังเป็นประเด็นคลุมเครือ แม้กระทั่งกรรมการกสท. 2 คนที่เป็นเสียงข้างน้อยคือดร.ธวัชชัย จิตภาษนันท์กับคุณสุภิญญา กลางณรงค์ก็แสดงความกังวลว่าหากไม่ทำให้เกิดความกระจ่างหรือแก้ไขให้ปฏิบัติได้จริงจะกลายเป็น"ภาระต้นทุน"หนักมากจนสกัดไม่ให้ผู้เล่นรายใหม่ในสนามดิจิทัลทีวีเกิดได้

โดยยังไม่ต้องพูดถึงกฎ Must Have ที่ให้กีฬาของมนุษยชาติ 7 รายการจะต้องออกอากาศผ่านโทรทัศน์ฟรีทีวี"เท่านั้น"ที่ยังเป็นกรณีฟ้องในศาลปกครองระหว่างกลุ่มอาร์เอสกับกสทช.ที่กฎนี้ไปกระทบทางธุรกิจการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่ได้ดำเนินการไปก่อนแล้ว

กสท.มักจะถูกแซว(ด้วยความรัก)อยู่บ่อยๆว่าไม่น่าจะเรียกว่า Must Carry หากยึดกฎนี้โดยเคร่งครัดโดยไม่แก้ไขถ้อยคำใดๆ ความจุของทรานสปอนเดอร์ดาวเทียมไทยคมทั้งหมดที่เหลืออยู่หลังจากทีวีดาวเทียมกว่า 200 ช่องแห่ขึ้นไปใช้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม้บริษัทไทยคมจะมีไทยคม 6 และไทยคม 7 ก็ยังไม่เพียงพอให้ช่องดิจิทัลทีวี 12 ช่องสาธารณะและ 24 ช่องธุรกิจไปอยู่บนดาวเทียมเพื่อให้ถูกกฎ Must Carry ข่าวล่าสุดไทยคมกำลังวางแผนไปถึงไทยคมดวงที่ 8 แล้ว