วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรมฮาร์ดแวร์สู่องค์กรดิจิทัล

การที่ เม็ก วิทแมน ซีอีโอของเอชพี กล่าวว่า อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายมือถือในปัจจุบัน

ต้องรองรับการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีมากถึง 10,000 ล้านเครื่อง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณในอนาคตอันใกล้ ทำให้เกิดความจำเป็นในการใช้ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ และเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาล ที่ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์ พลังงานและค่าใช้จ่ายในการดูแล ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในขณะจะไม่สามารถรองรับความต้องการได้เพียงพอ
ข้อมูลจากไอดีซีระบุว่า ในปี 2555 งบประมาณการใช้ด้านระบบเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรอยู่ 54,900 ล้านดอลลาร์ โดย 74.3% มาจาก 3 ค่ายใหญ่ได้แก่ไอบีเอ็ม เอชพี และเดล ดังนั้น การเปิดเผยนวัตกรรม "Software-Defined Servers" ซึ่งถูกนำมาพัฒนาใช้กับระบบเซิร์ฟเวอร์ใหม่จากเอชพี ที่ชื่อว่าเอชพี มูน ช็อท (HP Moonshot) จึงเท่ากับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของเทคโนโลยีดาต้าเซนเตอร์

นวัตกรรม HP Moonshot
มูนช็อทเป็นนวัตกรรมที่เอชพีใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนากว่า 10 ปี ซึ่งเปลี่ยนการออกแบบเครื่องเซิร์ฟเวอร์ให้มีขนาดเล็กลงอย่างมาก และใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการการทำงานและการประสานของระบบเซิร์ฟเวอร์ในแต่ละช่องแคทเทรช (Cartridge) โดยเอชพี มูนช็อท รองรับโพรเซสเซอร์ได้ตั้งแต่ชิพที่ใช้พลังงานน้อยอย่าง ARM และ Atom processor จากอินเทล รวมถึง Calxeda, Texas Instruments และ AMD และรองรับการทำงานของอาปาเช เซิร์ฟเวอร์ (Apache Web Server) และจาวา เวอร์ชวลแมชชีน (Java virtual machine)
เอชพีระบุว่าเมื่อเทียบ เอชพี มูนช็อท กับระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม จะสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 89% ลดพื้นที่ในการติดตั้งลง 80% ลดต้นทุนลง 77% และลดความยุ่งยากในการจัดการลง 97% โดยเสริมว่าภายในตู้เซิร์ฟเวอร์เพียงแร็คเดียว สามารถติดตั้งเอชพีมูนช็อทได้ถึง 1,800 เซิร์ฟเวอร์ และในแต่ละช่องแคทเทรช จะสามารถบรรจุเอชพี มูนช็อท 1500 ได้ถึง 45 เครื่อง เอชพีมูนช็อท ช่วยขยายขีดความสามารถแก่ดาต้าเซ็นเตอร์และลดค่าใช้จ่ายในการจัดการได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ดิจิทัลตัวแปรใหญ่ในธุรกิจทั่วโลก
เป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่ออินเทลผู้ผลิตโพรเซสเซอร์รายสำคัญของโลกกล่าวว่า ในปี 2555 กูเกิลเป็นลูกค้าที่มียอดการสั่งซื้อเป็นลำดับที่ห้าของอินเทล ซึ่งตรงกับที่กูเกิลระบุว่าตนเป็นบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก
กูเกิลได้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่นเซิร์ฟเวอร์และเน็ตเวิร์คเพื่อใช้งานภายในดาต้าเซนเตอร์ซึ่งมีอยู่กว่า 40 แห่งทั่วโลก ผ่านผู้ผลิตตรงที่เรียกว่า "Original Design Manufacturers" หรือโอดีเอ็มในไต้หวันหรือจีน โดยไม่ผ่านผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่อย่างเอชพี ไอบีเอ็ม หรือเดล การที่กูเกิลผลิตฮาร์ดแวร์ขึ้นใช้เงินเอง อาจเนื่องจากเพื่อลดค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เช่นในปี 2554 ถูกประมาณไว้ที่ 3,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในขณะเดียวกันกูเกิลก็ได้เรียนธุรกิจเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์และซัพพลายเชน จนมั่นใจที่จะเข้าซื้อกิจการของโมโตโรลา โมบิลิตี ในปี 2555

อะเมซอนนำสนามคลาวด์คอมพิวเตอร์
ดูเหมือนอะเมซอนผู้ให้บริการระบบคลาวด์ คอมพิวเตอร์รายใหญ่ของ Public Cloud ที่เรียกว่า Elastic Compute Cloud (EC2) ก็ผลิตฮาร์ดแวร์เพื่อใช้กับดาต้าเซนเตอร์ผ่าน โอดีเอ็มในเอเชียเช่นกัน ทั้งเพื่อลดต้นทุนและเพื่อให้สามารถควบคุมพลังงานที่ใช้ และสำหรับอะเมซอนซึ่งให้บริการคลาวด์มากกว่า 7 ปี จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจซึ่งอาจสร้างรายได้สูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
นอกจากกูเกิลแล้ว เชื่อว่าทั้งเฟซบุ๊ค ไมโครซอฟต์ ยาฮู และอีเบย์ต่างผลิตเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้ในดาต้าเซนเตอร์ของตนเอง นั่นหมายถึงกลุ่มดิจิทัลรายใหญ่ซึ่งได้ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ ได้เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดิสรัพชั่นครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เห็นได้ว่ายักษ์ใหญ่กลุ่มดิจิทัลอย่างกูเกิล และอะเมซอน เป็นผู้นำของการดิสรัพชั่นทางอุตสาหกรรมหลักๆ ของโลก และยังเป็นผู้นำในการใช้ดิจิทัลเพื่อพลิกโฉมธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมมีผลให้ผู้นำองค์กรควรเร่งสร้างความเข้าใจและนำเอาดิจิทัลมาใช้กับธุรกิจให้ทันกาล
คงต้องติดตามดูว่า กลยุทธ์ที่ดึงเอานวัตกรรมฮาร์ดแวร์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทบาทใหม่ของการแข่งขันทางธุรกิจในยุคดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กรได้มากเพียงใด