นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจหลายภาคส่วน ออกอาการเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอยู่ในภาวะ "ถดถอย"
เป็นไปตามปัจจัยลบทั้งในและนอกประเทศที่เริ่มฉายภาพ "ความเป็นจริง" เด่นชัดยิ่งขึ้น
หลังหมดแรงส่งจาก "ประชานิยม" แรงซื้อขายในตลาดที่บูมขึ้น "ผิดปกติ" ร่วงลงทันตา เห็นชัดเจนในตลาดรถยนต์เวลานี้ ขณะที่ภาคการส่งออก หดตัวลงตามเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่กระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะยุโรปที่เป็นตลาดหลัก รวมทั้้งสหรัฐ แม้ภาพรวมดูเหมือนจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยัง "ไม่ชัดเจน" และต้องใช้เวลา
เมกะโปรเจ็คของภาครัฐที่มองเป็น "ปัจจัยบวก" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งโครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท การบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ยังเป็นเพียง "นโยบาย" ขณะที่โครงการเจ้าปัญหา "จำนำข้าว" ยืนอยู่บนความเสี่ยงอย่างที่สุดในเวลานี้
โพลล์เศรษฐกิจหลายสำนัก และ สภาพัฒน์ ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2556 ลงจาก 4.2-5.2% จากเดิมคาดการณ์เติบโต 4.5-5.5% รวมทั้งปรับสมมติฐานอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าส่งออก เป็นไปตามสภาพความเสี่ยงในครึ่งปีหลังยังอยู่ในเกณฑ์สูง
ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เช่นกัน จากที่เคยคาดการณ์เมื่อเดือน ม.ค. ขยายตัว 2.4% เหลือ 2.2% แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วได้เริ่มฟื้นตัว (ยกเว้นเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง) แต่เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่เคยเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัวในอัตราชะลอลง ทำให้ธนาคารโลกปรับลดตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว
พร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะขยายตัว 3% ในปี 2557 และ 3.3% ในปี 2558 ธนาคารโลก ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.7% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 8.4% รวมทั้งปรับลดอัตราการขยายตัวของยูโรโซนจาก -0.1% เป็น -0.6% และได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ จาก 1.9% เป็น 2% และญี่ปุ่น จาก 0.8% เป็น 1.4% เพราะคาดการณ์ว่าจะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการกระตุ้นทางนโยบายการเงินและการคลัง
ทั้งไทยและหลายประเทศต่างเผชิญปัญหาค่าเงินผันผวน เงินไหลออก หุ้น-ทองร่วง ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น ประเทศอุตสาหกรรมและฐานผลิตหลักอย่างไทย จีน เผชิญปัญหาต้นทุนค่าจ้างแรงงาน กระแสคกรุ่นของการเมืองในประเทศ ท่ามกลางค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับรายได้ที่ขยับขึ้นไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนขยายตัวรุนแรงขึ้น จากการบริโภคเกินตัว รวมทั้งแรงกระตุ้นจากภาครัฐ ที่มีประชานิยมชี้นำ รวมทั้งลดแลกแจกแถมจากบรรดาสินค้าต่างๆ ล่อใจให้ใช้เงินในอนาคต
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนสั่นคลอนความเชื่อมั่นทางการบริโภค ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่หลายรายเริ่มออกอาการนิ่ง เพื่อ "ทบทวน" สถานการณ์ สภาพตลาด และ "โอกาส" คุ้มค่าต่อการเดินหน้าลงทุน หรือตัดสินใจชะลอ!! คือ สิ่งที่หลายคนกังวลลึกๆ หากเอกชนหยุดการลงทุน กลไกขับเศรษฐกิจหยุดชะงักไปหนึ่งขา จะมีปัญหาตามมาอีกไม่น้อย กรณีเลวร้ายสุดเมื่อต้อง ปิดกิจการ "คนตกงาน-ว่างงาน" มีปริมาณเพิ่มขึ้นไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน!!









