สถานการณ์ความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุนและตลาดทองคำ ตลอดวานนี้ ถือเป็นบททดสอบหรือเป็นการส่งสัญญาณ
ไปถึงผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้เตรียมพร้อมสำหรับความผันผวน หรืออาจจะเรียกว่าความวุ่นวายครั้งใหญ่ ที่อาจจะเห็นในช่วงปลายปีนี้ ที่สำคัญความผันผวนที่ประเทศไทยกำลังเจออยู่นั้น เป็นเหตุการณ์ที่กระทบกับอีกหลายประเทศ อันเนื่องมาจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ด้วยวิธีอัดเงินเข้าระบบหรือที่รู้จักในชื่อ"คิวอี" ของประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมานั้นประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งรวมทั้งไทย ต้องเผชิญกับค่าเงินตัวเองแข็งค่า จากเงินทุนไหลเข้า
ซึ่งบทเรียนของไทยที่เกิดปะทะทางความคิดระหว่างกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่า เป็นภาวะที่ไม่อยู่ในตำราและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าเม็ดเงินจะไหลเข้ามาอย่างมหาศาล จึงเป็นที่มาของข้อถกเถียงลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้า และเตรียม 4 มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าไว้ในกระเป๋าและพร้อมที่จะนำออกมาใช้ได้ทุกเวลา แต่หลังจากนั้นไม่นานทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย เกิดภาวะกลับด้านเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน ค่าเงินบาทจากที่เคยตื่นตระหนกแข็งค่าถึง 28 บาทกลับมาอ่อนที่ 31 บาทต่อดอลลาร์และมีแนวโน้มจะไปถึง 32 บาทในระยะเวลาอันสั้น
เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงออกมา เฟดอาจจะเริ่มปรับลดโครงการเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ ลงในช่วงปลายปีนี้ และยุติมาตรการดังกล่าวในช่วงปลายปี 2014 ทั้งนี้อยู่บทพื้นฐานวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปีหน้าจะขยายตัว 3.0-3.5% ขณะที่อัตราการว่างงานจะลดเหลือ 7.2%ปลายปีนี้ จาก 7.6% ในปัจจุบัน และอาจจะเหลือ 6.5% ในช่วงปีหน้า และทันทีที่แถลงออกมาส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงมา ตลาดทองคำตกต่ำเป็นประวัติศาสตร์
สถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนในระยะเวลาอันสั้นและแนวทางอ่านเกม วิเคราะห์ทิศทางของฝ่ายหน่วยงานเศรษฐกิจของไทย ยังไม่มีความชัดเจน สะท้อนได้จากมาตรการและการปะทะทางความคิดที่ผ่านมา ซึ่งยังมีความโชคดีอยู่ว่ามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ประกาศใช้ออกมา มิฉะนั้นแล้วค่าเงินบาทของไทยจะดิ่งลงไปมากกว่าที่เกิดขึ้นวันนี้ เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ยังมีระดับรัฐมนตรี และหลายบุคคลในแวดวงเศรษฐกิจยังเสนอและกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ด้วยซ้ำเพื่อลดแรงจูงใจเงินทุนไหลเข้า ซึ่งหากกนง.ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ความผันผวนของตลาดการเงิน ตลาดทุน ตลาดทองคำคงหนักหนากว่าที่เผชิญกันอยู่ และเมื่อมองย้อนกลับไป ขณะเดียวกันวิเคราะห์ต่อไปข้างหน้า ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องคำนึงถึงให้รอบคอบกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้ดำเนินการใดๆสวนทางกับปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เราเห็นว่าที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน ที่อยู่นอกตำรา คนในแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของประเทศยังไม่เคยเจอกันมาก่อน สิ่งที่ควรดำเนินการคือหาทางรับมือกับความผันผวนครั้งใหญ่ ที่จะตามมาอีกหลายครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ก็ออกมาเตือนแล้วว่าโอกาสที่ทั่วโลกจะผันผวน ไทยจะโดนหางเลขไปด้วย มีโอกาสอีกมาก แน่นอนว่าประเทศเล็กอย่างไทย คงยากที่จะรับมือกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนมหาศาล แต่สิ่งที่เราดำเนินการเองได้ คือทำตัวเองให้แข็งแกร่ง ไม่สร้างจุดอ่อนปัจจัยในประเทศ ความหมายสั้นๆคือ ต้องสะสมงบประมาณ เก็บกระสุนให้มากที่สุดเพื่อใช้ในสถานการณ์สงครามหรือที่จำเป็น
ดังนั้นนโยบายหรือมาตรการใดๆที่ลงทุนไปแล้วไม่ก่อประโยชน์ในระยะยาว ก็สมควรที่จะยกเลิก สถาบันการเงินของรัฐที่เป็นจุดอ่อน หนี้เสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต้องเร่งเพิ่มความแข็งแกร่ง หน่วยงานธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ต้องนั่งหารือกันใหม่ ประเมินทิศทางให้ตรงกันว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ต้องเตรียมพร้อมมาตรการใดบ้าง เพื่อไม่ให้วันหนึ่งที่เราจะต้องเผชิญมากกว่านี้ ประชาชนไม่ตื่นตระหนกมาก เพราะต้องอย่างลืมว่า โอกาสที่เงินทุนจะกลับด้านทะลักเข้าไทยอีกครั้ง ก่อความผันผวนอีกรอบ ก็มีความเป็นไปได้ หากเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่น ไม่ได้ฟื้นตัวจริงอย่างที่เฟดคาดการณ์








