การนำเอานโยบายของรัฐบาลที่ได้หาเสียงกับประชาชนและแถลงต่อรัฐสภาแปลงมาเป็นงบประมาณ เป็น ระบบงบประมาณของรัฐบาลเลือกตั้ง
งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance-Based Budgeting) สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับภาวะดังกล่าวได้โดยไม่ขัดแย้งกันตราบเท่าที่ รัฐบาลเลือกตั้งต้องมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ระยะยาวชัดเจนและเดินตามแผนดังกล่าว ข้อจำกัดอาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งอาจสนใจผลงานเฉพาะหน้าเพื่อผลต่อคะแนนนิยมมากกว่าผลระยะยาวตามยุทธศาสตร์
ความจำเป็นในการแสวงหารายได้เพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อค่าใช้จ่ายในงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว หนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจมีปัญหาเหมือนประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ขณะเดียวกัน ต้องประเมินผลกระทบของนโยบายประชานิยมต่อฐานะทางการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายและขาดทุนจากนโยบายรับจำนำข้าวซึ่งยังไม่สามารถประเมินตัวเลขได้อย่างชัดเจนในเวลานี้
บทความ การปฏิรูประบบงบประมาณตอนแรก ได้กล่าวถึง ภาษีในฐานะแหล่งรายได้สำคัญของงบประมาณ
มาตรการภาษีสามารถส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ลดภาษีการลงทุน การบริโภคหรือกิจกรรมการผลิต) อัตราภาษีลดลงแต่อาจเก็บภาษีได้มากขึ้นจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็สามารถกระจายความมั่งคั่ง (เพิ่มภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก) สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน (ลดภาษีให้กับวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตบางประเภท ลดภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและการลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์) กระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน) และ ยังช่วยในการจัดการทางด้านสังคม (เพิ่มภาษีบาปควบคุมกิจกรรมอบายมุข) และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม (เพิ่มภาษีมลพิษต่างๆ) รวมทั้ง การเสริมสร้างให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ด้วยการทำให้พรรคการเมืองและสถาบันทางการเมืองเป็นของมหาชนมากขึ้นผ่านการบริจาคภาษีหรือบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองแล้วสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
รัฐบาลที่ผ่านๆ มารวมทั้งรัฐบาลชุดนี้มีการให้ Tax Expenditure หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เป็นจำนวนมากตามนโยบายที่มีเป้าหมายต่างๆ กัน เช่น ลดภาษีสำหรับการบริจาคทางการศึกษา ลดภาษีสำหรับผู้ลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ ลดภาษีสำหรับรถยนต์คันแรก ลดภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน ลดภาษีสำหรับนิติบุคคล ลดภาษีเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน เป็นต้น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้มักขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่ตามมาของมาตรการต่างๆ ส่งผลให้รัฐบาลต้องประสบปัญหาการสูญเสียรายได้ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้และฐานภาษีซึ่งแคบลงจากการให้สิทธิประโยชน์ภาษีต่างๆ ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยมักไม่มีการจัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (Tax Expenditure Report) มักไม่นำรายจ่ายภาษี (Tax Expenditure) เข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการงบประมาณ ทั้งที่จริงๆ แล้วรายจ่ายภาษีควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นเดียวกับรายจ่ายอื่นในงบประมาณแผ่นดิน การวิเคราะห์ต้นทุน ผลที่ต่อฐานะทางการคลังและการจัดทำงบประมาณตลอดจนถึงการประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการดำเนินการตามมาตรการ
การจัดทำรายงาน Tax Expenditure ในการจัดทำงบประมาณมีประโยชน์ดังนี้ ข้อแรก ทำให้สามารถสะท้อนขนาดของเศรษฐกิจภาครัฐและบทบาทของมาตรการการคลังได้ชัดเจนขึ้น ข้อสอง ทำให้มีการทบทวน ประเมินผลการใช้ รายจ่ายภาษี แต่ละประเภทว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอหรือไม่ และสมควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐต่อไปหรือไม่ ข้อสาม เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสทางการคลังมากยิ่งขึ้น ข้อสี่ เพื่อการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพทำให้เห็นข้อมูลชัดเจนว่ามีการจัดสรรเงินผ่านรายจ่ายต่างๆ และผ่านทางรายจ่ายภาษีเป็นสัดส่วนอย่างไร
ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้และปัญหาการกระจายความมั่งคั่ง นอกจากเป็นปัญหาระหว่างกลุ่มคนแล้ว ยังมีมิติทางด้านพื้นที่ระหว่าง กรุงเทพฯและปริมณฑล และ ต่างจังหวัด งบประมาณต้องจัดสรรโดยให้ความสนใจต่อมิติทางด้านพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย
หากพิจารณาดูดัชนีคุณภาพชีวิตในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า คุณภาพทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาของคนไทยโดยเฉลี่ยดีขึ้น แต่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและปัญหาครอบครัวกลับเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในงบประมาณควรจัดสรรตามความจำเป็นที่เพิ่มขึ้น
การใช้จ่ายภาครัฐต่างๆ ในงบประมาณต้องจัดให้อยู่บนฐานของโปรแกรมงาน (Program Based) จัดโปรแกรมงานเป็นหมวดหมู่โดยกิจกรรมต่างๆ แต่ละโปรแกรมงานเดียวกัน จะมีความสัมพันธ์กันและกันในแง่ที่ว่า การดำเนินกิจกรรมหนึ่งมีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมอื่นทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพและเวลา ความสัมพันธ์เช่นนี้ ทำให้ความสำเร็จของกิจกรรมหนึ่งเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จของกิจกรรมที่ตามมา โปรแกรมงานจึงมีขอบเขตที่ชัดเจน มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดแน่นอน โดยมีเงื่อนไขทั้งในแง่เวลาและงบประมาณ
การปฏิรูปงบประมาณ นอกจากต้องปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ ปฏิรูปกระบวนการงบประมาณแล้ว ยังต้องปฏิรูประบบการอนุมัติและตรวจสอบการใช้งบประมาณด้วย
ส่วน การปฏิรูประบบงบประมาณของไทยเพื่อต่อต้านการทุจริต ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ ขั้นตอนการจัดเตรียมงบประมาณ การอนุมัติงบประมาณและการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณ ความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการงบประมาณ
สาเหตุที่ทำให้มีการทุจริตเงินงบประมาณแพร่หลาย เพราะต้นทุนในการทุจริตต่ำมาก หรือกล่าวได้ว่า ผลประโยชน์จากการทุจริตมีสูงแต่โอกาสที่จะถูกจับได้และถูกลงโทษต่ำมาก การเพิ่มต้นทุนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะทำให้ปัญหาการทุจริตเงินงบประมาณลดลงได้ ครับ









