การ์ตูนเสียดสีการเมืองชิ้นนี้ ผมเห็นในเครือข่าย social media ของจีน ไม่รู้ว่าวันนี้ถูกเซ็นเซอร์ ถอดทิ้งไปแล้วหรือยัง
เป็นภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนอนแก้ผ้าอยู่กลางฝูงชน นัยว่ากำลัง “ฝันแบบคนจีน” อยู่ จึงเกิดคำถามจากคนที่ห้อมล้อมว่า “ความฝันของใครกันแน่?”
ใครล้อเลียนคำว่า “จงกั๋วเมิ่ง” (The Chinese Dream) ที่เมืองจีนวันนี้มีสิทธิถูกมองว่าต่อต้านรัฐบาล เพราะว่าคำนี้ถูกตอกย้ำล่าสุดโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในคำปราศรัยรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จึงกลายเป็นคำ “ฮิตติดปาก” คนจีนในทุกวันนี้
คำถามก็คือว่า “ความฝันจีน” ที่ว่านี้ มีความหมายจริงๆ ว่าอย่างไร?
คำนี้ใช้อธิบายถึง “อุดมการณ์” ของคนจีนวันนี้ เพื่อที่จะสร้างคุณภาพชีวิตคนจีนให้ดีขึ้น สร้างชาติ สร้างความรุ่งเรือง ให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น
ลึกๆ แล้ว ผมเชื่อว่า สี จิ้นผิง ต้องการจะกระตุ้นให้คนจีนรุ่นใหม่ “สร้างฝัน” เพื่อร่วมกันยกระดับของสังคมให้แข่งกับสหรัฐได้
เพราะคำว่า “The Chinese Dream” ย่อมหนีไม่พ้นว่าถูกมองเปรียบเทียบกับ “The American Dream” ที่คนอเมริกันมักจะใช้ เพื่อเน้นให้เห็นถึง “ความฝัน” ที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าปัจจุบัน ให้รุ่นลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ารุ่นพ่อ และให้ทุกคนมีสิทธิที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดก็ตาม
สี จิ้นผิง ใช้คำว่า “ความฝันจีน” เพื่อสะท้อนว่าเขามองอนาคตของประเทศจากมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับวิธีคิด และปฏิบัติตามของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนก่อนๆ เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไปมากแล้ว
แต่ “ความฝันสูงสุด” ของจีน ในความหมายนี้ ก็ยังหนีไม่พ้นที่จะมีความโยงใยกับความเป็น “สังคมนิยม” ที่มีหลักการสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมตามหลักการ และอุดมคติที่ได้สอนสั่งกันมา
แม้ว่าวันนี้ หากถามคนรุ่นใหม่ของจีน ความฝันของพวกเขาและเธอ คงไม่ใช่เรื่องการสร้าง “อุดมการณ์แห่งสังคมนิยม” หากแต่เป็นการกระโจนเข้าสู่ระบบ “ทุนนิยม” ที่จะเอื้อให้คนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตของตนเองอย่างชนิดที่เลือกด้วยตนเองได้ มิใช่ให้พรรคคอมมิวนิสต์มากำหนดให้ว่าจะต้องเดินไปในทิศทางไหนอีกต่อไป
คำ “The Chinese Dream” กลายเป็นคำร้อนแรงอีกรอบหนึ่ง เมื่อคอลัมนิสต์นิวยอร์ก ไทมส์ Thomas Friedman เขียนบทความ ภายใต้ชื่อ “China Needs Its Own Dream” หลังจาก สี จิ้นผิง ประกาศเรียกร้องให้คนจีน “กล้าที่จะฝัน”
คอลัมน์นั้น ถูกแปลเป็นภาษาจีนแล้ว และก็ได้รับความนิยมมากที่เมืองจีน เพราะว่าสอดคล้องกับความต้องการของคนจีน ที่จะ “สร้างฝัน” ยุคใหม่ อยู่พอดี
แต่ ฟรีดแมน บอกว่า เขาได้คำคำนี้จากเพื่อนชาวจีนที่ชื่อ Peggy Liu ซึ่งเป็นหัวหน้าขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ที่เสนอวิธีคิด แนวทาง “พัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้กับคนจีน
นั่นย่อมแปลว่า “ความฝัน” ในความหมายนี้ คือ การผสมผสานระหว่างความคาดหวังที่จะสร้างความรุ่งเรืองกับการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ไปพร้อมๆ กัน
แน่นอนว่า ในยุคสมัยใหม่นี้ คนรุ่นใหม่ของจีน อาจจะมีความฝันไม่เหมือนกับที่ผู้นำอยากให้ฝัน เพราะหากว่าหนุ่มสาวชาวจีนฝันที่จะมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ และฝันที่จะทำอะไรนอกลู่นอกทางในพรรคคอมมิวนิสต์ได้บ้าง ก็คงจะไม่ใช่ “ความฝันจีน” ที่ สี จิ้นผิง กระตุ้นให้เยาวชนคนจีนมีเป็นแน่แท้
อย่างที่สุภาษิตจีนพูดไว้ว่า “นอนเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละอย่าง” ก็มีถมไป









