กรณีการปะทะกันระหว่าง กลุ่ม V for Thailand หรือ กลุ่มหน้ากากขาว และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งขณะนี้เกิดความวิตกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะบานปลายออกไป จนเกิดเหตุการณ์ใหญ่ระดับประเทศ แต่เหตุการณ์จะขยายบานปลายหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เหนือการคาดเดา เพราะว่าการเคลื่อนไหวของกระบวนการทางสังคมขนาดใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่เหนือการคาดหมายเสมอ แต่สถานการณ์ที่เราเห็นในขณะนี้ ก็คือ ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่เริ่มทวีความรุนแรงทางด้านอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น
แน่นอนว่า นักวิเคราะห์การเมืองบางคนอาจเห็นว่ากลุ่มหน้ากากขาว ก็คือ กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต แต่การมองว่าเป็นกลุ่มคนหน้าเดิม ดังที่แกนนำรัฐบาลหลายคนประเมินไว้นั้น อาจเป็นการมองสถานการณ์ที่หยุดนิ่งเกินไป กล่าวคือ ไม่ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อการเกิดขึ้นมาใหม่ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ที่สำคัญมักจะมองว่ามีคนอยู่เบื้องหลังต้องการโค่นล้มรัฐบาล
ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว แม้พยายามจะแยกตัวออกมาว่าไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเพียงกลุ่มทางการเมืองที่มีความเห็นหรือแนวความคิดที่สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะหากว่าสามารถแยกออกจากกันได้จริง คงไม่เกิดการตอบโต้กับฝ่ายที่เห็นตรงข้ามกับรัฐบาลดังที่เห็นในหลายกรณี ดังนั้นเท่ากับว่าในขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ในขณะที่กลุ่มหน้ากากขาวไม่มีความเด่นชัดนัก
แต่ในฐานะรัฐบาลจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะถือว่าเป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หากรัฐบาลไปเข้าข้างฝ่ายที่สนับสนุนตัวเองอย่างชัดแจ้ง แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่อาจจะจัดการใดๆ กับฝ่ายที่ต่อต้านได้โดยง่าย เนื่องจากรัฐบาลนี้ชูความเป็นประชาธิปไตยอย่างเด่นชัด ดังกรณีที่นายกรัฐมนตรีไปกล่าวในเวทีต่างประเทศหลายครั้งว่าเชิดชูความเป็นประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลปล่อยให้มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อของรัฐบาลที่ไม่อาจแก้ปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากสถานการณ์ในขณะนี้ ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่รุนแรง ซึ่งน่าจะอยู่ในระดับที่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้น รัฐบาลน่าจะเข้ามาหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และไม่ควรปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวในวงกว้างมากขึ้น โดยรัฐบาลต้องไม่อ้างเหตุผลเพียงแค่เป็นความขัดแย้งความคิดเห็นจากคนที่มีความคิดขัดแย้งกัน หรือ กล่าวโทษว่ามีมือที่สามพยายามวางแผนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามกำจัดเงื่อนไขต่างๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ใช่ช่วยสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้ง เพราะรัฐบาลต้องไม่ลืมว่ามีหน้าที่ดูแลทุกคนที่เป็นพลเมืองของประเทศ...อย่างเท่าเทียมกัน









