วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟังเสียง "ชาวนา" กับการ "จำนำข้าว"

อย่างที่บอกกันไปแล้วว่า มีบรรพบุรุษเป็นชาวนา สิ่งที่รับรู้รับฟังจากแม่ คือ ความยากลำบาก ไม่เคยร่ำรวย

อาศัยปลูกข้าวเอาไว้กิน เหลือก็ขาย การเดิมพันจำนำข้าวครั้งนี้หากที่สุดแล้วชาวบ้านได้ประโยชน์ลืมตาอ้าปากได้ (ชาวนาตัวจริง) ก็จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวที่ค่อนข้างสับสน รวมไปถึงข้อมูลในเรื่องของการระบายข้าว รวมไปถึงสต็อกข้าวที่รัฐบาลตอบไม่ชัดเจน และล่าสุดรัฐบาลออกมายืนยันว่ามีตัวเลขขาดทุนที่ 1.3 แสนล้านบาท ไม่ใช่ 2.6 แสนล้านบาท อย่างที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

แต่ไม่ว่าจะยืนยันขาดทุนด้วยตัวเลขใด ดูเหมือนว่าความน่าเชื่อถือของรัฐได้ลดต่ำลง เพราะว่ามีความสับสนตั้งแต่เริ่มต้น สำหรับผู้เขียนเอง รับรู้อยู่แล้วว่า โครงการที่รัฐเข้าไปสนับสนุนการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา หรือ โครงการรับจำนำ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและยอมรับกันตั้งแต่เริ่มอยู่แล้วว่า โครงการในลักษณะนี้ขาดทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน หรือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประเทศไหนดำเนินการด้วย

เพราะฉะนั้น การขาดทุนจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับกันตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งที่จะต้องออกมาพูดกันให้ชัดๆ คือ อัตราการขาดทุนกระทบต่อการคลังของประเทศหรือไม่ รวมไปถึงอัตราการขาดทุนที่มีเป้าหมายที่เกษตรกรนั้น ชาวนาได้ประโยชน์จริงหรือไม่

ต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมา กลุ่มที่เสียงดังมากที่สุดเป็น นักวิชาการ สื่อมวลชน และ ฝ่ายค้าน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีในด้านการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่เสียงที่ควรจะดังได้เท่าๆ กับบุคคลเหล่านั้น คือ ชาวนา แต่กลับแผ่วเบา

ผู้เขียนเองก็เสียดายที่ไม่มีโอกาสลงพื้นที่สัมผัสเสียงชาวนา แต่ได้รับรู้จากแวดวงนักวิชาการที่ทำงานใกล้ชิดกับชาวนาบ้าง โดยในเรื่องนี้ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดำเนินโครงการจำนำข้าว ได้มีการปรับเปลี่ยนและลดปัญหาในเรื่องอำนาจการต่อรองราคาที่อยู่ในมือโรงสีให้หายไป แต่เรื่องมูลค่าการขาดทุนที่มีการพูดตัวเลขอยู่ที่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น เป็นการขาดทุนจากการที่ชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่ที่มือของชาวนา

ส่วนนอกเหนือจากนี้ประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นส่วนการขาดทุนที่เกิดจากการดำเนินงาน สรุปแล้วไม่ว่ารัฐบาลจะเสียเงินทั้งหมดไปกับนโยบายจำนำข้าว ไปกว่า 1.4 -1.5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ที่ตกไปอยู่กับชาวนา จากการประเมินของ ธ.ก.ส. จะอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท หรือ ทีดีอาร์ไอ ประเมินไว้ที่ 1 แสนล้านบาท เราจึงไม่ค่อยเห็นม็อบชาวนาออกมาเรียกร้องในช่วงนี้ เพราะถึงแม้โครงการจะมีปัญหาบ้าง แต่เม็ดเงินก็ตกถึงมือของชาวนา

ขณะที่ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ กล่าวว่า ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยมีม็อบชาวนา ก็เพราะส่วนใหญ่เห็นว่าได้รับประโยชน์จากนโยบายจำนำข้าว แม้ว่าชาวนาที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจะเป็นชาวนาในภาคกลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถทำนาได้ถึงสองครั้ง และอยู่ในพื้นที่ชลประทาน 100% ซึ่งแตกต่างจากชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในภาพรวมแล้วชาวนาทั่วประเทศ ก็ยังพอใจ

ส่วนตัวแทน นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในฐานะชาวนายอมรับว่าโครงการจำนำข้าวช่วยให้ชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ในเมื่อนโยบายดังกล่าวประสบปัญหาต่อเศรษฐกิจ ก็ปรับเปลี่ยนโครงการได้ เช่น ให้เป็นโควตาในระดับครัวเรือน หรือ ปรับผสมผสานระหว่างประกันรายได้และจำนำข้าว

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าชาวบ้านจะได้ประโยชน์ แต่ใช่ว่ารัฐจะดันทุรังโครงการจนสร้างปัญหากับการคลังของประเทศ โดยในเรื่องนี้ ดร.วิโรจน์ บอกว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีสิทธิ มีอำนาจ และมีหน้าที่ในการกระจายรายได้ให้กับประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่มีสิทธิจะทำโครงการที่ไร้ประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อประเมินดูแล้วโครงการจำนำข้าวไปไม่ไหว เนื่องจากขาดทุน เพราะรัฐซื้อข้าวมาในราคาแพง แต่ขายถูก ประกอบกับเงินบางส่วนก็หมดไปกับต้นทุนค่าดำเนินการ รัฐบาลก็ควรจะประเมินดูว่าจะทำอย่างไร

ส่วนตัวผู้เขียนเอง เห็นว่า รัฐยังคงต้องช่วยเหลือชาวนา แต่ก่อนจะเดินหน้าโครงการจำนำข้าวรอบสอง ควรจะประเมินจุดอ่อนก่อนเดินหน้า...น่าจะดีกว่า หรือไม่