ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นประเด็นทางเศรษฐกิจสำคัญที่ได้รับความสนใจมากจากทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปรับตัวแข็งขึ้นของค่าเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักต่างๆ ในโลก (เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ เยน และยูโร) หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าค่าเงินบาทแข็งเกินไปในปัจจุบัน ในขณะที่คนอีกกลุ่มมองว่าค่าเงินบาทไม่ได้แข็งไปกว่าที่ควรจะเป็น จริงๆ แล้วคำถามแรกที่เราต้องถกเถียงกันก่อนก็คือ เราควรจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานของการประเมินว่า ค่าเงินบาทนั้นแข็ง/อ่อนเกินไปหรือเหมาะสมดีอยู่แล้ว
จุดตั้งต้นของการประเมินค่าของอัตราแลกเปลี่ยน อาจเกิดขึ้นได้จาก 1. พฤติกรรมและข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนในอดีต ดังนั้น หากเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เราจึงสรุปว่าค่าเงินนั้นแข็งหรืออ่อนเกินไป หลักเกณฑ์ง่ายๆ แบบเหล่านี้อาจใช้ได้ดีในระยะสั้นถึงกลางที่ระบบเศรษฐกิจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 2. จากการคาดการณ์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ในระบบเศรษฐกิจผ่านผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดการเงินระหว่างประเทศ และผู้ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน และ 3. จากปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ส่งผลและเชื่อมโยงไปสู่มูลค่าของสกุลเงินโดยเปรียบเทียบ
ผมขอขยายความเฉพาะการประเมินค่าตามปัจจัยพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศก็คือ "มูลค่าของเงินตราโดยเปรียบเทียบระหว่าง 2 สกุล" ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามปัจจัยที่เกิดขึ้นจากทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ และเป็นได้ทั้งปัจจัยระยะสั้นและปัจจัยในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่ส่งเสริมให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอาจประกอบไปด้วย ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ ระดับอัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสม สถานะทางการคลังที่เข้มแข็งของประเทศ และสถานการณ์ทางการเมืองที่มั่นคง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า สาเหตุหลายประการข้างต้นล้วนมีส่วนกำหนด "มูลค่าพื้นฐาน" ของเงินบาทไทยให้มีค่ามากขึ้นในสายตาของชาวต่างชาติในปัจจุบัน
ในความเป็นจริงแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรากฏในตลาดการเงินก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีค่าเท่ากับมูลค่าพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา อัตราแลกเปลี่ยนอาจผันผวนขึ้นลงตามปัจจัยกระทบอื่นๆ เช่นที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหว (Sentiment) หรือ มุมมองต่อความเสี่ยง (Risk Appetite) และการคาดการณ์ (Expectations) ของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ทำหน้าที่ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ของนักลงทุน (Asset Class) ประเภทหนึ่งอย่างที่รู้กันว่าในปัจจุบัน กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ต่างเผชิญกับปัญหาเรื้อรังทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงของการถือในเงินตราในสกุลนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตสิ่งดังกล่าวเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งอาจกดดันให้ค่าเงินเหล่านั้นอ่อนค่าลงโดยเปรียบเทียบ หากกล่าวโดยสรุป เราจะพบว่าปัจจัยจากทั้งภายในประเทศ (เศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง) และปัจจัยภายนอก (การเสื่อมค่าของเงินสกุลอื่น) รวมกันเป็นสองแรงที่ผลักดันให้ค่าเงินบาทไทยปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
สิ่งที่เราไม่ควรกังวลและสิ่งที่เราควรกังวล : ในระยะยาวเราไม่ควรกังวลมากจนเกินไปว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งหรือจะอ่อนตราบใดเท่าที่อัตราแลกเปลี่ยนสามารถทำงานเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและตราบเท่าที่ยังสามารถทำงานเป็นกลไกสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศได้ และที่สำคัญคือสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเปิดขนาดเล็ก เช่นประเทศไทยได้ ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เราควรกังวลมากกว่า คือทำอย่างไรที่จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถสะท้อนสภาพทางเศรษฐกิจและเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้น ช่องทางหนึ่งคือการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์ โปร่งใส ทั้งในแง่ของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึง "ระบบ" กำกับที่ช่วยขจัดความผันผวนของค่าเงินจากมูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น
บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว : หากเราจะยังต้องการเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้ต่อไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว การพุ่งเป้าไปที่อัตราแลกเปลี่ยนว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกเก่งในเวทีการค้าโลกหรือไม่นั้นก็คงจะไม่ใช่ และไม่สมควรเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้มี "หน้าที่หลัก" ดังกล่าวแท้จริงแล้วอัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่เป็นตัวช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากกลไกเศรษฐกิจระหว่างประเทศความพยายาม "ฝืน" โดยการสร้างเงื่อนไขเพื่อกดดันอัตราแลกเปลี่ยน โดยยึดเอา "หน้าที่ย่อย" (ช่วยทำให้ส่งออกเพิ่ม) มาเป็นเป้าหมายหลัก อาจทำให้หน้าที่ที่สำคัญกว่า (ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) ทำงานได้อย่างไม่สมบูรณ์โดยปกติแล้ว ค่าเงินของประเทศหนึ่งๆ จะแข็งขึ้นค่าไปตามระดับการพัฒนาของประเทศและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ดังนั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันต่อไปในระยะยาว
ประสบการณ์ในอดีต ก่อนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งสะท้อนภาพได้ดีว่า การฝืนให้ค่าเงินแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็นส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเราเผชิญกับสิ่งเดียวกันแต่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เรากำลังจะติดกับเดียวกันกับที่เคยประสบในอดีตหรือไม่? อัตราแลกเปลี่ยนจะมีค่าเป็นเท่าไหร่นั้น ภายใต้ "ระบบที่เหมาะสม" ตลาดเงินตราระหว่างประเทศจะเป็นคนสะท้อนมาจากข้อมูลและพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศนั่นเองและคงจะไม่ใช่เป็นหน้าที่ของใครที่จะเป็นผู้กำหนดว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้แข็งหรืออ่อนเกินไป








