เดิมมีการรณรงค์ให้ เด็กไทยโตแล้วไม่โกง ตอนนี้ขยายผลไปที่ บัณฑิตไทยจบไปแล้วไม่โกง
ทำให้อย่างน้อยก็มีความหวังว่าประเด็นต่อต้านคอร์รัปชัน จะไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ นั่นคือ นักการเมืองและข้าราชการ ที่โตขึ้นมาด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “โกงไม่เป็นไร ขอให้ได้ผลงานก็แล้วกัน”
สัจธรรมข้อหนึ่ง ก็คือ คนที่โกงอยู่นอกมหาวิทยาลัยนั้น ส่วนใหญ่ก็จบจากมหาวิทยาลัยนั่นแหละ
ดังนั้น การจะป้องกันไม่ให้ค่านิยม “ฉ้อฉลเป็นเรื่องเท่” ของสังคมไทย จึงต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และ มหาวิทยาลัย
เพราะว่ามหาวิทยาลัยเป็นด่านสุดท้ายของการปล่อยคนออกไปสู่สังคมในทุกรูปแบบ ดังนั้น เมื่อได้ยินข่าวว่าอธิการบดีทั้งหมดของรัฐ 27 แห่ง ได้ประชุมเพื่อร่วมกันรณรงค์ให้ผู้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยต่อต้านการโกงกิน ด้วยการไม่ทำอะไรฉ้อฉลเสียเอง ผมจึงยินดีเป็นพิเศษ
ผมได้ยินว่า ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ พูดวันก่อนว่าเป็น “ภารกิจของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย” ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ไม่ให้คนระดับปัญญาชน จากมหาวิทยาลัยยินยอมหรือสมรู้ร่วมคิด หรือกระทำการเรื่องทุจริตเสียเอง
“เราเริ่มต้นจากนักศึกษามหาวิทยาลัย ขณะที่ยังมีผลประโยชน์น้อย และเห็นปัญหาของสังคมต่างๆ พอสมควร ก็อาจจะทำให้ตระหนักในปัญหานี้ได้ เมื่อเขาออกจากมหาวิทยาลัย ก็คงสามารถดำรงตนเป็นคนที่ไม่โกงไม่กินไม่เกี่ยวกับคอร์รัปชันได้...” ดร.สมคิดบอกวิทยุจุฬาฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน
ประเด็นนี้เริ่มด้วยระหว่างการประชุมอธิการบดีทั่วประเทศเมื่อต้นปี ดร.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการรณรงค์ในมหาวิทยาลัยอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แปลกไปจากการประชุมปกติของอธิการบดี ที่เน้นหนักไปในเรื่องวิชาการ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
แม้ว่าจะไม่ใช่วาระปกติของที่ประชุมอธิการบดี แต่ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริหารสถาบันการศึกษาระดับสูงอย่างดีเยี่ยม ไม่มีใครคัดค้าน สนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
เริ่มด้วยการสร้างจิตสำนึกให้กับนักศึกษา อย่างน้อยสองเรื่อง คือ
1. การทุจริตการสอบของนักศึกษาทุกกรณี
2. การคัดลอกเอกสารวิชาการคนอื่น โดยไม่อ้างอิงหรือเปิดเผยของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก รวมไปถึงอาจารย์ในการทำงานวิชาการ เพื่อขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ ซึ่งพบว่าบางครั้งมีการไปลอกผลงานของคนอื่นโดยไม่อ้างอิง
การรณรงค์เพื่อไม่ให้มีการโกงสอบและขโมยงานวิชาการคนอื่นในรั้วมหาวิทยาลัย จะมีผลทำให้เกิดความตระหนักในเรื่องของการไม่กระทำการทุจริต และเมื่อนักศึกษาจบไปทำงานแล้ว ก็จะมีค่านิยมที่ดีติดตัวไป
เพราะหากว่านักศึกษาโกงสอบในมหาวิทยาลัยได้ เมื่อออกไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่กว้างออกไปแล้ว ก็ย่อมจะคิดฉ้อฉลและคอร์รัปชันได้ค่อนข้างแน่นอน
ดังนั้น การลงโทษผู้กระทำผิดต่อกติกา ด้วยการโกงหรือขโมยงานคนอื่นจะเอาจริงเอาจังมากขึ้น เพื่อตอกย้ำว่าสถาบันการศึกษาระดับสูง จะไม่ยอมปล่อยให้ความไร้จริยธรรมและพฤติกรรมฉ้อฉลผ่านไป โดยไม่ทำให้ประจักษ์ว่าจะไม่มีการยอมรับอีกต่อไป
เท่ากับเป็นการประกาศว่า นอกจากจะให้มหาวิทยาลัยทุกแห่ง “เก็บกวาดบ้านตัวเอง” แล้ว ก็ยังจะส่งเสริมให้นักศึกษาไปร่วมกิจกรรมภายนอกมหาวิทยาลัยในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล โดยการร่วมกับพันธมิตรนอกรั้วมหาวิทยาลัย เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย และที่ประชุมของอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชมงคล และเอกชน ทั้งหลายด้วย
เมื่อ “ปัญญาชน” ของประเทศ ประกาศว่าจะ “เก็บกวาดบ้าน” ตัวเอง และขยายผลต่อต้านค่านิยมคอร์รัปชันไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยอย่างคึกคัก ก็ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากคนทั้งสังคม
เพราะว่า “จุดตาย” ของสังคมไทย ก็คือ การเอาคอร์รัปชันไม่อยู่...นี่แหละ








