ความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กระตุ้นให้เราต้องแสวงหา ตัวตน ที่แท้จริงของตัวเองเพื่อหาจุดยืนในเวทีโลก
ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะการบริหารประเทศ แต่การจัดการองค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็ล้วนไปในแนวทางเดียวกัน
นโยบายของรัฐบาลทุกวันนี้จึงมุ่งเน้นที่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยเฉพาะกับภายในประชาคมอาเซียนด้วยกัน ก่อให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เพราะเล็งเห็นโอกาสของบ้านเราที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียน จึงน่าจะเป็นตัวเชื่อมประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วยกันได้ทั้งเหนือและใต้
การค้นหาตัวตนของประเทศไทยวันนี้จึงดูจะมุ่งไปทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าตัวเองจะเป็นตัวกลางที่ดีได้ ผลที่เห็นก็คืองบพัฒนามหาศาลที่ทุ่มไปกับเรื่องของ “ฮาร์ดแวร์” ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง ถนนมอเตอร์เวย์ ท่าเรือน้ำลึก รถไฟฟ้า ฯลฯ
ขณะที่ตัวแปรสำคัญอีกตัวหนึ่งคือ “ซอฟต์แวร์” อันหมายถึงคนและบุคลากรทุกระดับยังไม่ได้รับการผ่าตัดยกเครื่องนัก ทั้งที่ทราบกันดีว่าเรื่องของ “คน” นั้นเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และจำเป็นต้องใช้งบประมาณพัฒนาไม่แพ้กันเลย
เพราะคุณภาพของคนในประเทศกลายเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาในทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงแรงงานราคาถูกเหมือนอดีต เพราะหากเรายังให้ความสำคัญกับค่าแรงต่ำเป็นตัวจูงใจนักลงทุนแล้ว ท้ายที่สุดโครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะไม่มีใครจำเป็นต้องใช้
การเติบโตสู่การค้าระหว่างประเทศจึงต้องอาศัยการยกระดับบุคลากรในประเทศขนานใหญ่ นั่นคือเราต้องการคนที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะรู้วิธีใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เราได้ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์งอกเงยได้มากที่สุด
หากเรามาพิจารณาถึงการพัฒนาคน กระทรวงที่รับผิดชอบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องยอมรับว่าเรายังไม่เห็นสัญญาณของการ “ยกระดับ” นโยบายต่างๆ เหมือนที่เราเห็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงเกษตรทำมาก่อน
งบประมาณที่กระทรวงศึกษาได้รับแต่ละปีคือกว่า 460,000 ล้านบาทนั้นถือว่าสูงที่สุดในทุกกระทรวง แต่ผลที่ได้ผมเชื่อว่ายังห่างชั้นกับหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรปที่ต้องยอมรับว่าเขาวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาไว้ดีมาก
ประการแรกที่ทำให้ได้เห็นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างคนคือการให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอาชีวะ ไม่ใช่ส่งเสริมกันแต่เฉพาะสายสามัญเหมือนบ้านเรา โดยในหลายประเทศการศึกษาทั้ง 2 สายมีรายได้และความก้าวหน้าไม่ต่างกันมากนัก
เยอรมนีเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้แนวทางดังกล่าว จนเราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงในประเทศเยอรมนีหลายๆ คนไม่ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี แต่เติบโตมาจากสายอาชีพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมเยอรมัน
เช่นเดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้แนวทางคล้ายคลึงกัน แต่ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่ดูจะให้น้ำหนักกับการเรียนสายสามัญ คือเรียนมัธยมและเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีเป็นหลัก เพราะใบปริญญาเป็นตัวบ่งบอกถึงอัตราเงินเดือนและความก้าวหน้า
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงอุตสาหกรรมหนักบ้านเราต้องการช่างเทคนิคมากมายในฐานะของประเทศผู้ส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรรวม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ









