หลังจากเขียนถึงข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้น ขายหุ้นไปแล้ว สัปดาห์นี้จะเป็นข้อผิดพลาดระหว่างถือลงทุนค่ะ
การลงทุนเราต้องลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่จำนวนหุ้นในพอร์ตต้องมีกี่หุ้นจึงจะเหมาะสม ระยะเวลาการถือลงทุนควรจะนานเพียงใด และการคาดหวังกำไรควรจะเป็นเท่าใด เป็นคำถามที่คนถามบ่อย
ข้อแรก จำนวนหุ้นในพอร์ตมีมากเกินไป ดูแลไม่ทั่วถึง ผู้ลงทุนมืออาชีพจะคิดว่าเงินลงทุนมีจำกัด จึงต้องคัดสรรเฉพาะที่คิดว่าดีที่สุด มีโอกาสรับผลตอบแทนดีภายใต้ความเสี่ยงและความผันผวนที่ผู้ลงทุนรับได้ โดยทั่วไปจะลงทุนในหุ้นประมาณ 20-30 บริษัท มากกว่านั้นจะเป็นเบี้ยหัวแตก คือกำไรที่ควรจะได้เป็นกอบเป็นกำจากบริษัทหนึ่งก็อาจจะถดถอยลงไป เพราะต้องเจียดเงินลงทุนไปลงทุนในอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งอาจจะดีน้อยกว่า
สำหรับบุคคลทั่วไป ถ้าหัดใหม่ เงินยังไม่มาก ตั้งสมมุติฐานไว้ด้วยว่าอายุยังไม่มาก รับความเสี่ยงได้มากหน่อย แนะนำให้ลงทุนซื้อทีละบริษัทค่ะ จะได้ค่อยๆศึกษา ตอนดิฉันเริ่มลงทุนใหม่ๆ เนื่องจากมีเงินน้อย จึงลงทุนได้ครั้งละบริษัทเดียว สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป ในพอร์ตทั้งหมดอาจจะมีหุ้นประมาณ 10 บริษัท เมื่อชำนาญพอสมควรและมีเงินลงทุนมากขึ้น อาจจะมีหุ้นในพอร์ตไม่เกิน 20 บริษัทน่าจะเหมาะสม เป็นการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง และจำนวนหุ้นที่ต้องติดตามข้อมูลก็ไม่มากจนเกินไป จะทำให้สามารถติดตามได้ดียิ่งขึ้น
อาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำการศึกษาไว้ค่ะว่า จำนวนหุ้นที่ลงทุนอยู่ในพอร์ต ที่จะทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละบริษัทและแต่ละอุตสาหกรรม(Non-systematic risk)ให้เหลือใกล้เคียงกับความเสี่ยงของตลาด(Systematic risk) นั้นจะอยู่ที่การลงทุนอย่างน้อยประมาณ 21-22 หุ้นค่ะ
ข้อที่สอง ไม่แยกความแตกต่างระหว่าง “มูลค่า” กับ “ราคา”
ในการลงทุน ต้องแยกคำว่า “ราคา” ออกจาก “มูลค่า” ค่ะ ผู้ลงทุนระยะยาวที่ลงทุนอย่างมีหลักการ จะเน้นดูที่ “มูลค่า” ของหุ้นนั้นๆ เป็นหลัก ถ้าจะแบ่งให้เห็นอย่างชัดเจน ก็ต้องบอกแบบปรัชญาว่า “ราคา” เป็นสิ่งสมมุติ
“มูลค่า” ขึ้นอยู่กับแนวโน้มและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต ซึ่งมีปัจจัยเสริมคือ แนวโน้มเศรษฐกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรม ความต้องการใช้สินค้าหรือบริการนั้น สภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และความสามารถของธุรกิจในการสนองความต้องการของตลาด และการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป ฯลฯ
ในขณะที่ “ราคา” นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเช่นเดียวกับปัจจัยที่กำหนดมูลค่าแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความคาดหวังของตลาด อารมณ์ของตลาดในขณะนั้นๆ ปริมาณหุ้นที่อยู่ในมือผู้ลงทุน และสภาพคล่องในการซื้อขายของหุ้นของบริษัทนั้นๆ เราเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า หุ้นของบริษัทเดียวกัน ณ เวลาหนึ่ง คนไม่ได้สนใจ ราคาก็จะไม่สูง หลังจากนั้นเกิดมีการ”ฮิต” ชอบหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆขึ้นมา แม้มูลค่าของหุ้นจะเท่าเดิม เพราะไม่มีปัจจัยไหนเปลี่ยนแปลงเลย แต่ “ราคา” ก็สามารถวิ่งขึ้นไปสูงกว่าเดิมได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
เทคนิคที่อยากแนะนำคือ ให้ดูปัจจัยแวดล้อมก่อน เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปมูลค่าที่เราตั้งไว้ในใจแล้ว หากยังมีแรงส่งอยู่ เช่น มีสภาพคล่องในระบบสูง มีเงินไหลเข้าไปลงทุนสูง มีการเพิ่มเรทติ้งของพีอี (P/E Rerating) หรือมีข่าวดีในภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือข่าวดีอื่นๆที่อาจส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปได้อีก ให้ชะลอการขาย เรียกว่า ปล่อยให้กระแส”ขาขึ้น”นี้พัดพาการลงทุนของเราขึ้นไปด้วย แต่ต้องคิดอยู่ในใจตลอดเวลาว่า เราถึงจุดที่จะมองช่วงจังหวะในการทำกำไร นะคะ ไม่ใช้ถูกพัดพาไปจนเพลิน ลืมไปว่ากำหนดไว้ว่าจะขายในช่วงราคาเท่าใด
นอกจากนี้ อาจจะนำ“การวิเคราะห์ทางเทคนิค” หรือ Technical Analysis เข้ามาช่วยค่ะ เพราะการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น เป็นการนำเอาข้อมูลทางสถิติมาใช้ ซึ่งก็จะทำให้คาดเดาว่าคนส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมอย่างไร ณ ราคาช่วงต่างๆที่ปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปจากราคาเดิม
หาก “มูลค่า” ที่เราตั้งไว้บังเอิญมีแนวรับที่แข็งแกร่งรับไว้ และแนวต้านทางเทคนิคยังอยู่ห่างไกล เราอาจจะพออุ่นใจได้ว่า รอราคาขึ้นไปก่อน อย่างน้อยถ้าขึ้นแล้วขายไม่ทัน ก็ยังอาจจะขายได้ที่แนวรับ ซึ่งเท่ากับมูลค่าที่เราตั้งเอาไว้ในใจ เท่ากับว่า การถือไว้ ตัดสินใจไม่ขายไม่ได้เสียหาย และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไรพิเศษอีกด้วย
หากราคาไปถึงเป้าหมายแล้ว แต่ดิฉันตัดสินใจรอดู ถือต่อไปเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรมากขึ้น ดิฉันใช้วิธีเขียนราคาที่ตั้งใจจะขายเอาไว้ในกระดาษ หรือสมุด หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อเตือนตัวเอง ที่สำคัญต้องเขียนวันที่ลงไปด้วย เช่น ต้องการขายหุ้น Aในราคา 20 บาท แต่กระแสเงินไหลเข้าแรงเหลือเกิน จึงปล่อยให้พัดพาขึ้นไปด้วย บางครั้งก็ได้กำไรเพิ่มอีก 10-25% เลยทีเดียว โดยอาจจะขายได้ถึง 24-25 บาท
ตามที่เคยเขียนไว้ในตอนที่ 1 ก่อนซื้อลงทุน ดิฉันจะมีเป้าหมายราคาอยู่แล้ว โดยเป้าหมายนั้นส่วนใหญ่จะคาดหวังกำไรประมาณ 20-25% เมื่อราคาถึงเป้าหมาย การโน้ตวันที่ถึงเป้าหมายจึงทำได้ไม่ยาก วันหลังกลับมาดู จะได้มีสถิติว่า ที่เราเปลี่ยนใจยังไม่ขายนั้น ได้กำไรเพิ่มหรือว่าเสียโอกาสขายไป ซึ่งก็มีทั้งสองแบบ แต่ส่วนใหญ่จะได้กำไรเพิ่มค่ะ
ข้อผิดพลาดที่สาม คือ ถือหุ้นนานเกินไป ถือจนเลยวัฏจักรขาขึ้น และอาจจะถือจนผ่านพ้นขาลง หากอดทนถือนานพอ ก็อาจจะถือมาจนถึงขาขึ้นอีกรอบหนึ่ง
หรืออีกกรณีหนึ่งคือ อาจจะวิเคราะห์เห็นในสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น เข้าไปลงทุน หลังจากเวลาล่วงเลยไป ผู้ลงทุนอื่นก็ยังไม่เห็นมูลค่าของหุ้นนั้นอีก สักวันหนึ่งอาจมีคนมาเห็น และเข้ามาซื้อ หรืออาจถูกควบรวมไป ผู้ซื้อก็ต้องมาเสนอซื้อจากเรา
หากส่วนที่ถืออยู่นั้นขาดทุนหรืออาจจะได้กำไรน้อยไปสักหน่อยนั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนภาพรวมของพอร์ต และเงินลงทุนเป็นเงินเย็น ลงทุนระยะยาว ก็อาจจะรอได้ค่ะ แต่ต้องคอยดูราคาเป็นระยะๆ พอถึงเป้าหมาย ก็ขายออกไป
แต่อยากแนะนำให้ทำแบบผู้ลงทุนสถาบัน เช่น กองทุน คือถ้าลงทุนแล้ว ไม่มีคนอื่นมาเห็นคุณค่านานๆ หรือหากวิเคราะห์ว่าหุ้นที่ลงทุนไปนั้นอาจจะดีน้อยกว่าหุ้นอื่นๆ ผู้จัดการกองทุนจะขายออกไป เพื่อเอาเงินไปลงทุนในหุ้นอื่นค่ะ เนื่องจากเงินลงทุนมีจำกัด ต้องพยายามให้แต่ละบาททำงานเต็มที่ ถ้าตัดใจได้ แนะนำให้ทำแบบกองทุนค่ะ อย่าคิดว่าเงินเย็นเงินยาว เพราะหากมีหุ้นแบบนี้หลายๆบริษัท อาจทำให้จำนวนหุ้นที่ต้องติดตามมากขึ้น เกิดปัญหาแบบที่กล่าวไว้ในข้อแรก คือมีจำนวนหุ้นในพอร์ตมากเกินไป
สัปดาห์หน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของการลงทุนในหุ้น เป็นข้อผิดพลาดระหว่างการถือหุ้นอีก 3 ข้อค่ะ









