วิวาทะร้อนในแวดวงเศรษฐกิจการเมืองสัปดาห์นี้ ต้องยกให้กรณี การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ระบุตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวต่ำกว่าคาดหมาย ไม่ตรงกับตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประเมินไว้ เช่น อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ธปท.ประเมินไว้ที่ 7.1 แต่สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขที่ 5.3, ความต้องการบริโภคในประเทศ ธปท.คาดการณ์ไว้ที่ 6.1% แต่สภาพัฒน์ ประกาศที่ 3.9%, การบริโภคโดยเอกชน ธปท.คาดการณ์ไว้ 5.8% สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขที่ 4.2% และการลงทุนภาคเอกชน ธปท.ประเมินไว้ 7.3% สภาพัฒน์ ประกาศที่ 3.1%
ทำไมข้อมูลตัวเลขด้านเศรษฐกิจ ที่ประกาศโดยหน่วยงานของรัฐทั้งสองแห่ง จึงมีทิศทางและแนวโน้มที่ต่างกัน หลายฝ่ายตั้งประเด็นสงสัยในข้อมูลเหล่านี้ และพยายามเชื่อมโยงไปถึง ทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ในแง่ของเหตุและผล เพื่อส่งเสริมให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ตัดสินใจประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เรื่องนี้กลายเป็นวิวาทะ ของสองหน่วยงานสองฝ่ายการเมืองต่างขั้ว ที่มีมุมมองต่างกันกลายเป็นประเด็นถกเถียงในเชิงการเมืองเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ในแง่ของธุรกิจแล้ว หลายภาคส่วนไม่ได้แสดงความกังวลกับตัวเลขที่แตกต่างนี้มากนัก หลายองค์กรธุรกิจยังคงเดินหน้าตามปกติ และหากย้อนไปดูภาพรวมเศรษฐกิจ และทิศทางที่หน่วยงานรัฐพยายามส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นปี ก็จะพบว่าล้วนเป็นความเห็นที่แตกต่างกันมาตลอด
โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจอสังหาฯ ที่หลายหน่วยงานพยายามออกมาให้ข้อมูลว่า ธุรกิจนี้กำลังเผชิญความเสี่ยง เพราะมีการขยายตัวสูงเกินปกติ มีการลงทุนและเปิดโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงต่อภาวะ "ฟองสบู่" ถึงขั้นที่มีความพยายามจะผลักดันในธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการมาเพื่อสกัดความร้อนแรงของภาคอสังหาฯ
ขณะที่หน่วยงานของรัฐ มองว่าธุรกิจนี้กำลังมีปัญหาจากการเติบโตมากเกินปกติ แต่ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการในธุรกิจพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียม กลับมองต่างมุม ยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มตลาดที่เติบโต หลายบริษัทประกาศแผนลงทุน และเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ในบางทำเลที่ถูกระบุว่า เริ่มมีสัญญาณล้นตลาด แต่ผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ยังคงประกาศแผนลงทุนใหม่ เปิดขายและเปิดจองกันอย่างคึกคัก
แบงก์ชาติส่งสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯ พยายามหามาตรการสกัดการเก็งกำไร และป้องกันการลงทุนเกินตัว ในขณะที่ภาคเอกชน ยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจยังดีต่อเนื่อง! ประเมินจากการเปิดขายโครงการ ยังคงมียอดจองซื้อในอัตราค่อนข้างสูง ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ยอดขายคอนโดฯเกาะแนวรถไฟฟ้า ย่านสุขุมวิท ซึ่งถูกระบุว่าเปิดขายกันมาก อาจเกินความต้องการตลาดที่มีอยู่จริง
แต่ข้อมูลจากการเก็บตัวเลขของบริษัทเอกชนกลับระบุว่า ยอดขายโดยเฉลี่ยคอนโดฯในทำเลสุขุมวิทเหล่านี้ มีสูงเกินกว่า 70% สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างดี
มองปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่า เอกชนวันนี้ ลดการให้น้ำหนักความสนใจ กับตัวเลขและการประเมินทางเศรษฐกิจของหน่วยงานภาครัฐลงไปมาก นี่อาจเป็นสัญญาณอันตราย หากหน่วยงานรัฐ ไม่อาจเป็นมาตรฐานชี้แนวโน้มที่น่าเชื่อถือได้ และเอกชนต่างคนต่างมั่นใจ เดินหน้าลงทุนเตรียมแผนธุรกิจโดยไม่มองภาพรวม ภาวะเสี่ยงจากการลงทุนผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้โดยง่ายเช่นกัน









