วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้มีข้อกังขา ในตัวเลขเศรษฐกิจ

นอกจากเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแล้ว ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กิตติรัตน์ ณ ระนอง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องเร่งหาข้อยุติและสรุปเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่สององค์กรหลักอย่างสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ กับ ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ มองต่างกันในหลายจุด เหตุที่ต้องย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งหาข้อยุติ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจนั้น สำคัญทั้งในการกำหนดนโยบายระดับชาติและเอกชนนำไปอ้างอิงหรือฐานในการวางแผนทางธุรกิจ หากตัวเลขออกมาแล้ว หน่วยงานอย่างแบงก์ชาติ ตั้งข้อสงสัยหรือมีข้อกังขาแล้ว อาจจะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของไทย ขาดความน่าเชื่อถือไปหมด ซึ่งแน่นอนในส่วนของแบงก์ชาติย่อมต้องใส่ใจและอยากให้ชัดเจน เพราะเศรษฐกิจรายไตรมาสถือเป็นดัชนีสำคัญในการตัดสินใจนโยบายการเงิน โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) 29 พ.ค.นี้

สำหรับตัวเลขที่เกิดข้อกังขา เริ่มจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ไตรมาสแรกที่สภาพัฒน์ประกาศออกมานั้น อยู่ที่ 5.3% ต่ำกว่าคาดการณ์ของแบงก์ชาติคาดการณ์ที่ 7.1% ส่วนตัวเลขการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศอยู่ที่ 3.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ของแบงก์ชาติที่ 6.1% ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 4.2% ต่ำกว่าที่แบงก์ชาติคาดไว้ที่ 5.8% และตัวเลขการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 3.1% ต่ำกว่าที่แบงก์ชาติประเมินไว้ที่ 7.3% และเมื่อเกิดความแตกต่างกันมากเช่นนี้ สิ่งที่แบงก์ชาติ โดยดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ปฎิบัติคือส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจหาข้อมูลเพื่อยืนยันอีกชั้นหนึ่ง

ทั้งนี้เมื่อลองสำรวจมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ที่ถือว่าเป็นกลางในทางตัวเลข มีทั้งกังขาและเห็นว่าปกติ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์ประกาศออกมานั้น เชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่น่าจะถูกบิดเบือนแต่อย่างใด เพียงแต่ข้อมูลที่นำมาใช้บางตัวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันถ้ามีข้อมูลที่ชัดเจนบางตัวออกมามากกว่านี้

ดังนั้นสิ่งที่แบงก์ชาติควรต้องตรวจสอบ คือเพราะเหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัว โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนออกมาต่ำกว่าที่สำนักวิจัยหลายแห่งคาดการณ์เอาไว้ ทั้งที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมามากมาย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่นั้น ไม่ได้กระตุ้นอย่างตรงจุด ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการสถาบันอนาคตศีกษาไทย มองว่าสามารถแตกต่างได้ และเป็นความโชคร้ายของสภาพัฒน์ที่ตัวเลขดันมาออกต่างกันในช่วงนี้ และเหตุผลที่ต่างน่าจะมาจากวิธีการคำนวณและปีฐานที่ล้าหลัง

ส่วนดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและตลาดทุน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ มองว่า ตัวเลขที่ออกมา อาจจะไม่สะท้อนจริง เพราะเมื่อรายงานออกมาว่าไตรมาสต่อไตรมาส หดตัว 2.2% คิดทั้งปีก็ลงถึง 4 เท่า เท่ากับ 9% ดังนั้นหากนำไปคำนวณทั้งปี เศรษฐกิจน่าจะต้องขยายตัวต่ำกว่า 4.2-5.2% ตามที่สภาพัฒน์ประเมินใหม่ และเมื่อเจาะตัวเลขไส้ใน พบว่าดัชนีหลายด้านยังสดใส

เราเห็นว่าในแวดวงนักวิชาการเอง ยังมองแตกต่างกันได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องตระหนักคือการออกมาชี้แจงให้ได้ว่า ความแตกต่างของข้อมูลเกิดจากอะไรได้บาง เพื่อไม่ปล่อยให้สังคมคิดกันเองว่ามีการบิดเบือนตัวเลข ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องมารื้อกันใหม่คือ ปีฐานที่ใช้อ้างอิง เพราะเมื่อเข้าไปดูปีฐานที่สภาพัฒน์ใช้คำนวณพบว่าอิง "ปีฐานปี 1988" ซึ่งนั้นกว่า 20 ปีที่แล้ว ซึ่งราคาสินค้าน่าจะมีความแตกต่างกันมาก จึงอาจจะถึงเวลาที่ต้องมาปรับปรุงปีฐานกันใหม่ ก่อนที่จะปล่อยให้ความแตกต่างของตัวเลขเศรษฐกิจ กลายเป็นตัวเลขการเมืองอย่างที่วิตกกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเศรษฐกิจ และหัวหน้าทีมอย่างกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องเร่งดำเนินการ