ภาพลักษณ์คนจีนในต่างแดน

ผมนึกว่าคนชาติอื่นเท่านั้น ที่มองนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มบางคน ว่าค่อนข้างจะส่งเสียงดัง และไม่สนใจมารยาทท้องถิ่น
แต่ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีหวังหยาง (汪洋) ออกมาวิพากษ์คนของเขาเองว่า คนจีนไปเที่ยวต่างประเทศหลายคนได้สร้างภาพลักษณ์ทางลบให้กับประเทศของตนมาก
ท่านเรียกพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนในต่างประเทศอย่างนี้ว่า “ไม่ศิวิไลซ์” ซึ่งรวมถึงการพูดจาเสียงดังในที่สาธารณะ, ไม่เดินข้ามถนนบนทางม้าลาย, ถ่มน้ำลายตามใจชอบ, และขีดเขียนข้อความและรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศต่าง ๆ
ที่น่าทึ่งคือความเห็นของนายหวังหยาง (ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่รองนายกฯ) นั้นไม่ใช่พูดให้ใครฟังส่วนตัวเฉย ๆ หากแต่เป็นคำให้สัมภาษณ์อย่างตั้งใจและมีปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ “เหรินหมินรึเป้า” หรือ “ประชาชนรายวัน” อันเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
แปลว่าคนระดับนำของจีนต้องการจะส่งสัญญาณไปให้คนจีน และคนทั้งโลกได้รับรู้ว่ารัฐบาลจีน ตระหนักในเรื่องนี้และกำลังเตือนนักท่องเที่ยวจีน ให้ละเว้นการปฏิบัติตนเช่นนั้น เพราะจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของภาพลักษณ์ประเทศชาติในเวทีระหว่างประเทศ
รองนายกฯหวังหยาง ท่านนี้เคยเป็นเลขาธิการพรรคฯประจำมณฑลกวางตุ้ง มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่นั่นอย่างโดดเด่น และความที่กวางตุ้ง อยู่ติดกับฮ่องกง, ท่านจึงมีความคุ้นเคยกับความเป็นสากลของเศรษฐกิจและรับรู้ถึงปัญหา “ภาพลักษณ์” ของคนจีนในต่างแดนไม่น้อย
เพราะคนฮ่องกง กับนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็เพิ่งจะมีเรื่องบาดหมางกันถึงขั้นออกข่าวต่อว่าต่อขานกันมาแล้วอย่างครึกโครม
ผู้นำจีนต้องระมัดระวังเรื่อง “ภาพลักษณ์” ของคนจีนในต่างประเทศมากขึ้นเพราะจีนกำลังมีบทบาทสำคัญในส่วนต่าง ๆ ของโลก และวิธีการเข้าไปลงทุนและท่องเที่ยวกับค้าขายทั้งในระดับรัฐบาล และเอกชนก็มีประเด็นเรื่องของ “พฤติกรรมของจีน” อยู่ไม่น้อย
ระดับรัฐบาล, จีนก็ถูกวิจารณ์ในบางแห่งว่าไม่ค่อยจะสนใจไยดีกับภาวะสิ่งแวดล้อมเวลาไปลงทุนโครงการอุตสาหกรรม อีกทั้งในบางกรณีก็ถูกวิพากษ์ว่าจีนสนใจแต่เพียงขุดหาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้น ๆ แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลหรือสนับสนุนให้มีการสร้างสรรสิ่งดีงามให้มากไปกว่าเดิมแต่อย่างไร
ในด้านสังคม, ก็มีความกังวลว่าในหลายประเทศมีการส่งคนจีนเป็นกลุ่มเป็นก้อนอพยพไปปักหลักปักฐานในประเทศนั้น ๆ จนตั้งเป็นชุมชนใหญ่ที่เบียดบังโอกาสทางเศรษฐกิจของคนท้องถิ่นและมักจะไม่ค่อยใส่ใจกับความรู้สึกนึกคิดของเจ้าของบ้านในประเทศนั้น
และเมื่อประกอบกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีในสายตาคนท้องถิ่นด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้ปัญหาการสร้างความประทับใจต่อจีนหนักหน่วงยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าหลายประเทศก็ต้องการรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน จึงมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ว่าด้วยวีซ่าสำหรับคนจีนเข้าประเทศ ซึ่งก็ยิ่งทำให้มีคลื่นนักท่องเที่ยวแห่แหนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้นเพราะฐานะทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลางคนจีนดีขึ้น พร้อมจะท่องเที่ยวเดินทางไปต่างแดนมากขึ้น
นักท่องเที่ยวจีน ก็มีหลายระดับ หลายปีก่อนตอนที่จีนยอมให้มีทัวร์กรุ๊ปออกจากจีน, จำนวนหนึ่งก็เป็นคนจีนต่างจังหวัดที่ไม่คุ้นเคยกับต่างประเทศ จึงอาจจะมพฤติกรรมอย่างที่รองนายกฯหวังหยาง เป็นห่วง ทุกวันนี้ ชนชั้นกลางของจีนออกนอกประเทศมากขึ้น ก็ดูเหมือนจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของบ้านคนอื่นได้มากขึ้น
แต่ในภาพรวมนั้น จีนต้องปรับตัวไม่น้อยในการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับคนจีน เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้นำจีนรุ่นใหม่นี้ตระหนักในความสำคัญของการไม่ให้จีนกลายเป็น “The Ugly Chinese” เหมือนที่มะกันเคยถูกเรียกเป็น “The Ugly American.







