ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นโดยผู้ว่าการฯคนใหม่ ฮะรุฮิโกะ คุโรดะ
ได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณและคุณภาพ หรือ QQE (Quantitative and Qualitative Easing) เพื่อกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ 2% ภายใน 2 ปี สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีของชินโซ อาเบะ โดยมุ่งขยายฐานเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาวและสินทรัพย์เสี่ยงบางประเภท ราว 6-7 ล้านล้านเยนต่อเดือนต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2014 ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และเยนอ่อนค่าลง ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้การส่งออกและจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวได้มากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ โดยเศรษฐกิจไตรมาสแรกเติบโตสูงถึง 3.5%
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ย่อมมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นหนึ่งในสามของตลาดส่งออกสำคัญสุดของไทย คิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออก และยังเป็นนักลงทุนที่มาลงทุนโดยตรงในไทยสูงสุด
ขณะที่ดอกเบี้ยระยะยาวของญี่ปุ่นจะลดลง จากการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของธนาคารกลางญี่ปุ่น จะก่อให้เกิดการทำแครี่เทรด เพื่อหากำไรจากส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินเยนและสกุลเงินกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมไทย ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศเหล่านี้ และเงินบาทรวมถึงสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว อาจทำให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยเกิดความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบรรยากาศการส่งออกและการลงทุนของไทยระยะต่อไป
อย่างไรก็ดี ไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากการส่งออกสินค้าขั้นกลางไปยังญี่ปุ่นมากขึ้น มากกว่าเสียประโยชน์จากบาทแข็งค่า สอดคล้องกับความต้องการนำเข้าสินค้าขั้นกลางของผู้ผลิตญี่ปุ่นที่มีมากขึ้นเพื่อนำไปผลิตสินค้าขั้นปลาย รองรับการขยายตัวของความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะหมวดสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่น 4 หมวด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล อาหารแปรรูป และยานยนต์และชิ้นส่วน พบว่ามีเพียงสินค้าในหมวดอาหารแปรรูปเท่านั้นที่เป็นการส่งออกสินค้าขั้นปลายทั้งหมด ขณะที่สินค้าส่งออกในหมวดอื่นล้วนเป็นสินค้าขั้นกลางเป็นส่วนใหญ่
การอ่อนค่าของเงินเยน ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังตลาดอื่นของไทยมากนัก เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับญี่ปุ่นในกลุ่มสินค้าส่งออกหลักอันได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล ยางและผลิตภัณฑ์ยาง ยานยนต์และส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ซึ่งไทยส่งออกมาก แต่ญี่ปุ่นมีการผลิตเพื่อส่งออกค่อนข้างต่ำ หรือ การส่งออกรถยนต์นั่งของไทยที่เน้นตลาดอาเซียนเป็นหลัก ขณะที่ตลาดหลักส่งออกรถยนต์นั่งของญี่ปุ่นคือสหรัฐ เป็นต้น
ความเชื่อมโยงของภาคการผลิตที่แนบแน่นของไทยและญี่ปุ่นในปัจจุบัน จะยังเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ญี่ปุ่นยังคงฐานการผลิตในไทยในระยะสั้นถึงกลาง และไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยค่าเงินมากนัก โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีสัดส่วนลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นค่อนข้างสูง มีระดับความเกี่ยวข้องภายในห่วงโซ่การผลิตของญี่ปุ่นสูงเช่นกัน หากพิจารณาจากดัชนีกรูเบล-ลอยด์ (Grubel-Lloyd Index) ซึ่งวัดความสัมพันธ์ด้านการค้าจำเพาะ
ไทยมีค่าดัชนีกรูเบล-ลอยด์ในอุตสาหกรรมทั้งสองหมวดค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับฐานการผลิตอื่นของญี่ปุ่นในภูมิภาคอาเซียน โดยค่าดัชนีของไทยในหมวดรถยนต์ สูงกว่าทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ค่าดัชนีหมวดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ระดับสูงเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ถึงลักษณะการเป็นห่วงโซ่อุปทานเดียวกันในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยและญี่ปุ่น มากกว่าเป็นคู่แข่งทางการค้าระหว่างกัน
นอกจากนี้ การที่ภูมิภาคอาเซียนได้กลายมาเป็นตลาดสำคัญของสินค้าญี่ปุ่น จะช่วยเสริมบทบาทให้ไทยเป็นแหล่งการผลิตสำคัญ ในการป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดภูมิภาค ทั้งนี้ ในฐานะที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นซึ่งมีความได้เปรียบทั้งในส่วนของภูมิศาสตร์ และมีสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับ จะส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเลือกขยายฐานผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุนทางการผลิตและการขนส่ง เหนือปัจจัยค่าเงินซึ่งอาจผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ในภาพรวมแล้ว ไทยจะได้รับประโยชน์ทางการค้าจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวของญี่ปุ่น เช่นเดียวกับกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่น่าจะยังคงไหลเข้าตามปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดีของไทย ดังนั้นผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรกังวลมากนักในประเด็นของเงินเยนอ่อนค่าลงจากมาตรการ QQE เพราะหากเศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง หนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากสุดคงหนีไม่พ้นประเทศไทยนั่นเอง









