มีคนวิเคราะห์ว่า เอเชีย คือ หัวรถจักรทางเศรษฐกิจ ยุคใหม่ เพราะว่าอัตราโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้
โดดเด่นกว่าสหรัฐ ยุโรป และ ทวีปอื่นใด
แต่ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอเชียกำลังเผชิญกับความขัดแย้ง ทั้งระหว่างกันเองและกับคู่กรณีข้างนอก ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะระเบิดตูมตาม กลายเป็นศึกสงครามที่ไม่มีใครกำหนดความเป็นไปได้
ด้านหนึ่ง คือ ความขัดแย้งของ จีน กับ ญี่ปุ่น
อีกด้านหนึ่ง คือ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้
ประเด็นเรื่อง เกาหลีเหนือ กับ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ละเอียดอ่อน และพร้อมจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ตลอดเวลา
จีน มีความตึงเครียดกับหลายชาติ ในประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในทะเล เช่นกับ ญี่ปุ่น ด้านหนึ่ง และกับสมาชิกอาเซียน อย่าง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มาเลเซีย อีกด้านหนึ่ง
ล่าสุด ก็มีเรื่องร้อนระหว่าง ฟิลิปปินส์ กับ ไต้หวัน เพราะว่าเรือลาดตระเวน ฟิลิปปินส์ ยิงชาวประมงไต้หวัน ตายไปหนึ่งคน ถึงขั้นเรียกทูตกลับบ้าน และห้ามคนงานฟิลิปปินส์เข้าไปทำงานที่ ไต้หวัน
ไม่นับเรื่องระหองระแหงระหว่างเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ กับ มาเลเซีย หรือ ไทย กับ กัมพูชา เรื่องชายแดน
หรือ พม่า กับ บังกลาเทศ เรื่อง “โรฮิงญา” และ อินเดีย กับ ปากีสถาน ซีกหนึ่ง และ อินเดีย กับ จีน อีกซีกหนึ่งของชายแดน
หลายเรื่องเป็นมรดกของประวัติศาสตร์ และอีกหลายกรณีเป็นประเด็นการแก่งแย่งสิทธิทางด้านดินแดน และการแย่งเล่นบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ
ยังไม่นับการประลองยุทธ์ทางการเมือง และการทูต ระหว่าง สหรัฐ กับ จีน ที่ต่างฝ่ายกำลังพยายามจะคานอำนาจกันทุกวิถีทาง ขณะที่โดยทางการแล้ว ก็ประกาศคบหาเพื่อสานประโยชน์ทางการค้าและเศรษฐกิจ
เรียกว่ามองไปมุมไหน ก็เห็นความคุกรุ่นของความขัดแย้ง ทั้งที่เห็นบนพื้นผิวและที่ซ่อนเร้นเอาไว้คอยวันระเบิด
ผมจึงไม่แปลกใจ ที่รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย “มาร์ตี นาตาเลกาวา” เปิดประเด็นใหม่ ในการไปปราศรัยที่วอชิงตัน สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศในเอเชียควรจะต้องร่วมกันเขียน “สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ” ขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ที่อาจจะรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายไปทั้งภูมิภาค
มาร์ตี เรียกปัญหาของเอเชียวันนี้ ว่า เป็น “วงจรอุบาทว์แห่งความตึงเครียด” ที่ผู้คนในแถบนี้คุ้นเคยดี แต่ยังไม่มีวิธีการที่จะแก้ไขได้อย่างถาวร
มาร์ตี เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติใหญ่ อย่าง อินโดฯ ที่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน และมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ จึงอยู่ในฐานะที่จะแสดงท่าทีเพื่อเรียกร้องให้มีความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
แม้ว่า จะไม่ได้ระบุชื่อของ จีน กับ สหรัฐ ตรงๆ แต่คำเรียกร้องของ มาร์ตี ก็สะท้อนถึงปัญหาที่น่าหวั่นเกรง หากว่าไม่มีการทำความเข้าใจกันระหว่างมหาอำนาจและประเทศในเอเชีย ว่าด้วยกลไกของการสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และ ความรุ่งเรืองร่วมกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ เขาต้องการให้มี “สนธิสัญญาสันติภาพแห่งเอเชีย” ฉบับใหม่ เพื่อตอกย้ำถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ในเอเชียวันนี้
มาร์ตี ยกตัวอย่าง “Treaty of Amity and Cooperation” หรือ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือของอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่แบบอย่างที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็เป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิกที่ป้องกันไม่ให้เกิดศึกสงครามระหว่างกันได้ในระดับหนึ่ง
ผมติดตามข่าวเรื่องนี้แล้ว ยังไม่เห็นมีรายละเอียด ว่า “สนธิสัญญาแห่งเอเชีย” ที่ มาร์ตี เสนอนั้น มีหน้าตาอย่างไร แต่ก็เชื่อว่าผู้นำเอเชียต้องแลกเปลี่ยน “วิสัยทัศน์” เรื่องนี้กันอย่างคึกคัก เพื่อไม่ให้โอกาสแห่งการเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจถูกทำลาย โดยความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง
นั่นย่อมแปลว่า “วงจรอุบาทว์แห่งความขัดแย้ง” จะต้องถูกทดแทนโดย “วงจรสร้างสรรค์แห่งความร่วมมือ” ของคนเอเชียด้วยกันเองให้ได้









