เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เป็นวันครบ 3 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ไฮไลต์ของการชุมนุมเพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตย่อมหนีไม่พ้นการปราศรัยผ่านวีดิโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดยืดยาวเป็นพิเศษประหนึ่งเป็นการระบายความอัดอั้น
ถ้าอยากรู้ข้อเท็จจริงของการเมืองไทยในด้านที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เชื่อ ก็ต้องฟังและพิจารณาสิ่งที่คุณทักษิณพูดเมื่อคืน รวมทั้งการปาฐกถาพิเศษที่อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนหน้านี้ด้วย
ถ้าอยากรู้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องไปฟัง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคนในพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ก็กลุ่มต้านระบอบทักษิณ อย่างเช่นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "ไทยสปริง"
แต่ถ้าอยากรู้ว่าบ้านเราเละเทะขนาดไหน ก็ให้นำข้อมูลทั้งฝั่งคุณทักษิณ และฝั่งต้านคุณทักษิณมาต่อกัน ก็จะได้ตระหนักว่าเมืองไทยเข้าข่ายวิกฤติที่สุดในโลก ใกล้เป็นรัฐล้มเหลวเต็มที...
ผมไม่ได้ชื่นชอบคุณทักษิณ แต่ก็เข้าใจคุณทักษิณในบางแง่มุม บางเรื่องที่แกพูดมา หากเราใช้ตรรกะเหมือนเกมกีฬาจะพอเข้าใจว่า ถ้าเป็นการโดนลงโทษตามกติกา ความรู้สึกต่อต้านจะน้อยกว่า แต่ถ้าเล่นนอกกติกา แม้จะชนะชั่วคราว แต่ไม่มีทางชนะใจกองเชียร์ ซึ่งในทางการเมืองหมายถึงประชาชน (ส่วนใหญ่)
ในมุมมองของผม ฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณแพ้มาตั้งแต่วันที่มีการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 แล้ว โดยเฉพาะในเวทีโลก เพราะการใช้กำลังทหารเข้ายึดกุมอำนาจรัฐเป็นรอยด่างของประชาธิปไตย เรื่องอื่นถือว่าจบ มันอธิบายบริบทอื่นได้ยากมาก คุณทักษิณชิงความได้เปรียบตรงนี้มาตลอด และยกตัวเองให้กลายเป็นผู้ต่อสู้ในนามประชาธิปไตยเสียงข้างมาก แม้จะไม่จริงทั้งหมด แต่คงจริงกว่าอีกข้างหนึ่งแน่ เพราะว่าอีกข้างไม่สามารถอ้างประชาธิปไตยเสียงข้างมากได้เลย (แม้องค์ประกอบของประชาธิปไตยจะไม่ได้มีแค่เสียงข้างมากก็ตาม)
ส่วนเนื้อหาประชาธิปไตยของคุณทักษิณจะบิดเบี้ยวอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันไปตามกติกาที่โลกประชาธิปไตยยอมรับ ไม่ใช่ใช้อำนาจพิเศษ หรือกฎหมาย รวมทั้งกลไกที่เขียนและตั้งขึ้น เพื่อเล่นงานเขาอย่างเฉพาะเจาะจงเท่านั้น
ลองอ่านมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กำลังเป็นปัญหาต้องตีความอยู่ในขณะนี้ดูก็ได้ อ่านแบบไม่มีอคติ จะพบว่า จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฝัง "กับระเบิด" ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อรอเล่นงานเมื่อฝ่ายตรงข้ามกับคนร่างรัฐธรรมนูญได้เข้ามามีอำนาจนั่นเอง
เราคิดว่ากฎหมายแบบนี้จะมีสภาพใช้บังคับได้จริงๆ หรือ?
การปกป้องระบบการปกครองเป็นหน้าที่ของประชาชน คนไทยทุกคนต้องมีจิตสำนึกเอง ไม่ใช่ให้ตุลาการ 7-8 คนบอก และถึงแม้จะเขียนกฎหมายให้ตุลาการ 7-8 คนเป็นผู้บอก แต่มันจะมีประโยชน์อันใดหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย บางเรื่องในบ้านเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองโดยแท้
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2556 เป็นวันครบ 3 ปีสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง และเกือบครบ 7 ปีของการรัฐประหาร ถ้าตอนที่ฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณมีอำนาจแล้วทำได้ดีกว่าที่ผ่านมา ก็น่าจะช่วงชิงโอกาสของการเป็นเสียงข้างมากได้ไปแล้ว แต่เมื่อแสดงให้ดีกว่าเขาไม่ได้ ความชอบธรรมในการใช้อำนาจพิเศษและกลไกพิเศษในการจัดการอีกฝ่ายก็หมดลง มันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับมาใช้ "เสียงข้างมาก" ตัดสิน
ผมเห็นว่า แนวทางการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ที่ คุณอลงกรณ์ พลบุตร นำเสนอ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แม้จะต้องเพิ่มความแหลมคมและความร่วมมือภายในพรรคให้สอดรับกับสถานการณ์เร่งด่วนมากกว่านี้ก็ตาม แต่นั่นแหละคือการสู้ตามกติกาที่ไม่มีใครมาชี้หน้าด่าได้
ผมเห็นด้วยกับแนวทางการเปิดเว็บไซต์ไทยสปริง เพราะว่าการทำให้ประชาชนได้รู้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งในเชิงตรวจสอบ ก็จะทำให้ไม่ถูกหลอกง่ายๆ และย่อมส่งผลดีต่อประชาธิปไตยที่มีคุณภาพในอนาคต แต่ควรเน้นสาระมากกว่าอารมณ์ ดังเช่นบทความของ คุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ตอบโต้คุณทักษิณเรื่องแนวนโยบายเงินบาทอ่อน และความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ อย่างนั้นแหละครับ จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ผ่านหลักเหตุและผลจริงๆ
เรื่องแบบนี้ แม้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ช้า แต่ทว่ายั่งยืน!
สิ่งที่ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เคยพูดเอาไว้ ยังคงเป็นสัจธรรมสำหรับการเมืองและนักการเมืองเสมอ..."คุณอาจหลอกบางคนได้ตลอดเวลา อาจหลอกทุกคนได้บางเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา"









