ภารกิจนี้จึงมุ่งเพื่อขยายอิทธิพลและบทบาททางทะเลของจีนทั้งด้านยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ
เพื่อให้พญามังกรจีนได้สมหวังดังใจในการผงาดขึ้นเป็น “(อภิ) มหาอำนาจทางทะเล”
จีนแข็งแรงแล้ว จีนผงาดแล้ว จีนมั่นใจในตัวเองเต็มที่แล้ว พญามังกรจีนในยุคนี้พ.ศ.นี้ จึงไม่สงวนท่าทีแล้วนะคะ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “ทะเล” หรือ “ไห่หยาง” ในภาษาจีนกลาง ผู้นำจีนยกระดับเรื่องนี้เป็น “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” แถมมีสารพัดมาตรการออกมา เพื่อผลักดันการขึ้นเป็น “มหาอำนาจทางทะเล” ของยักษ์ใหญ่จีนให้จงได้ในเร็ววัน
ดิฉันเคยให้ข้อสังเกตเรื่องที่ผู้นำเบอร์หนึ่งของจีนได้ประกาศในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2012 ว่า “จีนจะเพิ่มกำลังการผลิต และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างจริงจัง รวมทั้งปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของจีน เพื่อให้จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางทะเล” (ย้อนกลับไปอ่านได้ในบทความชื่อ “น่านน้ำข้า ใครอย่าแตะ : ภารกิจสีจิ้นผิง”)
ในระหว่างการเข้าเยี่ยมคารวะท่านทูตจีนประจำประเทศไทยเมื่อต้นปี ดิฉันได้เคยยิงคำถามตรงในประเด็นนี้เพื่อความแน่ใจ “ท่านค่ะ พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศก้องที่จะมุ่งมั่นให้จีนเป็นมหาอำนาจทางทะเลแล้วเหรอค่ะ” ท่านทูตจีนในไทยก็ตอบกลับทันทีอย่างไม่รีรอว่า “ที่จริงแล้ว ผมว่าประกาศช้าไปด้วยซ้ำ เพราะจีนพร้อมจะเป็นมหาอำนาจทางทะเลมานานแล้ว !!!” เจอคำตอบแบบไม่สงวนท่าทีเช่นนี้ ก็คงชัดเจนว่า ผู้นำจีนและภาครัฐจีนในทุกระดับเขาคิดกันอย่างไรในประเด็นการผงาดขึ้นมาเป็นพี่เบิ้มทางทะเลของจีน
โดยส่วนตัว ดิฉันเริ่มให้ความสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนในการผลักดันประเด็น “ทะเล” อย่างจริงจัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า “ไห่หยางจิงจี้” (Haiyang Jinji) หรือ “เศรษฐกิจทะเล” (Marine Economy) ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน หรือแผนพัฒน์ฯ ฉบับที่ 12 ประกาศเมื่อปี 2010 โดยคำว่า “ไห่หยาง” ในภาษาจีนกลาง มิได้เป็นเพียงน่านน้ำในทะเลเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปทั่วทั้ง “มหาสมุทร” ที่กว้างใหญ่และเป็นเสมือนขุมสมบัติมหาศาลสำหรับจีน
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในฐานะกรรมการศูนย์จีนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดิฉันเพิ่งจัดงานสัมมนาชื่อ “แกะรอยสร้อยไข่มุกจีน : ยุทธศาสตร์ไห่หยาง” ทั้งในฐานะแม่งานและวิทยากรหลักของงาน เนื้อหาในบทความวันนี้ส่วนใหญ่จึงมาจากข้อมูลที่ดิฉันได้นำเสนอในวันงานสัมมนา ฯ โดยแบ่งข้อสังเกตในการผลักดัน “ยุทธศาสตร์ไห่หยาง” ของจีนออกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก ด้านมาตรการภายในประเทศ จีนมุ่งมั่นหาประโยชน์จาก “เศรษฐกิจทะเล” และบรรจุให้เป็นภารกิจสำคัญในแผนพัฒน์ฯ ฉบับที่ 12 นอกจากนี้ ทางการจีนได้นำดัชนีเศรษฐกิจที่เรียกว่า Gross Ocean Product : GOP เพื่อนำมาใช้วัดมูลค่า “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในทะเลมหาสมุทร” ล่าสุด มีรายงานว่า ในปี 2012 ยอดมวลรวม GOP ทางทะเลของจีนมีมูลค่ามหาศาลมากกว่า 5 ล้านล้านหยวน และรัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายที่จะขยายภาคเศรษฐกิจทะเลให้มีสัดส่วนถึงร้อยละ 10 ของขนาดเศรษฐกิจ GDP รวมของประเทศจีนภายในปี 2015
การหันมาแสวงหาและใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรทางทะเลและห้วงมหาสมุทร (ทั้งที่อยู่เหนือน้ำและใต้น้ำ) นับเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับชาติของจีน จากเดิมที่เคยเน้นใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนผืนแผ่นดินเป็นส่วนใหญ่ และตั้งเป้าเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของจีนให้เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปีในช่วงปี 2011-2015
สำหรับตัวอย่างนโยบายและมาตรการที่ทางการจีนนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เช่น การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจทะเล (Marine Economic Development Zone) ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยผลักดันผ่านรัฐบาลมณฑลต่างๆ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2011 ใน 3 มณฑลนำร่อง คือ ซานตง เจ้อเจียง และกวางตุ้ง ต่อมาได้ต่อยอดและขยายเพิ่มอีก 8 มณฑล ได้แก่ ฝูเจี้ยน เจียงซู เหลียวหนิง เหอเป่ย เทียนจิน กวางสี เซี่ยงไฮ้ และไห่หนาน
รัฐบาลมณฑลจีนเหล่านี้จะส่งเสริมการผลิตและการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทะเล ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลโดยตรง เช่น การประมงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การสำรวจทรัพยากรพลังงานใต้ทะเล และส่วนที่เกี่ยวข้องทางอ้อม เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล การขนส่งโลจิสติกส์ทางทะเล เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มพูนมูลค่าผลตอบแทนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทะเลให้มากขึ้น
ตัวอย่างมาตรการของรัฐบาลท้องถิ่นจีนที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนี้ เช่น รัฐบาลเมืองชิงเต่า มณฑลซานตงได้ประกาศก่อสร้างซิลิคอนวัลเลย์ด้านเศรษฐกิจทางทะเล เน้นพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมทางทะเล มีการลงทุนปรับระบบสาธารณูปโภคเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงด้านทะเล การก่อสร้างห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีทางทะเล ฐานการวิจัยน้ำลึก และเทคนิคการผลิตยาชีวภาพทางทะเล เป็นต้น
ประเด็นที่สอง ด้านการจัดองค์กรเพื่อยกระดับและติดอาวุธให้กับหน่วยงาน “เจ้าภาพ” หลักที่จะดูแลผลประโยชน์ทางทะเลของจีนในทุกมิติ นั่นคือ “สำนักงานกิจการทะเลแห่งรัฐ” (State Oceanic Administration: SOA) หรือ Guojia Haiyang Ju ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวง Ministry of Land and Resources (MLR)
ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ รัฐบาลจีนชุดใหม่นำโดยท่านหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ปรับโครงสร้างองค์กร SOA อย่างเต็มรูปแบบด้วยการดึงเอาภาระงานและอำนาจหน้าที่ต่างๆ ด้านทะเลที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เพื่อมาให้ SOA ดูแลอย่างเป็นเอกเทศ รวมทั้งยุบรวมหน่วยงานสำคัญอื่นมาไว้กับ SOA ได้แก่ งานด้านการจัดการตรวจตราดูแลชายฝั่งทะเล โดยดึงเอากองเรือตรวจการณ์ทางทะเล กองตำรวจตระเวนชายแดนและกองตำรวจน้ำ (Maritime Police and Border Control) จากเดิมที่อยู่กับกระทรวงรักษาความสงบ (Ministry of Public Security) มาไว้กับ SOA
รวมทั้งงานด้านการลาดตระเวนทางทะเลเพื่อกิจการประมง (Fisheries Law Enforcement Command) จากเดิมที่สังกัดกระทรวงการเกษตร (Ministry of Agriculture) และงานด้านการขจัดการลักลอบขนส่งสินค้าทางทะเล โดยดึงเอากองตำรวจปราบปรามการค้าหนีภาษีทางทะเล (Maritime Anti-smuggling Police) จากเดิมที่สังกัดสำนักงานศุลกากรแห่งชาติ (General Administration of Customs) มาไว้กับ SOA
การปรับองค์กร “เจ้าภาพ” ด้านทะเลของจีนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครั้งนี้จึงสำคัญมาก สะท้อนถึงความจริงจังที่จะปกป้องและคุ้มครองสิทธิและการใช้ทรัพยากรทางทะเลของจีนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั่นเอง
ประเด็นสุดท้าย คือ บทบาทจีนทางทะเลในด้านต่างประเทศ ในขณะนี้ รัฐบาลจีนเริ่มมีความพยายามที่จะแสวงหาเพื่อนหรือพรรคพวกเพื่อมาเกี่ยวดองสร้างสายสัมพันธ์กับจีนในเรื่องทะเล โดยใช้เครื่องมือทางการทูตหรือความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
ตัวอย่างเช่น ผู้นำจีนประกาศตั้งกองทุน China-ASEAN Maritime Cooperation Fund โดยจะทุ่มเงินร่วม 3 พันล้านหยวนในการตั้งกองทุนทะเลระหว่างจีนกับเพื่อนอาเซียน โดยอ้างว่า จะใช้เงินก้อนนี้เพื่อทำการวิจัยทางทะเลและปกป้องสิ่งแวดล้อม การเดินเรือเพื่อความปลอดภัย การเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ การค้นหาและการให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนการต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติ เป็นต้น
สำหรับความพยายามของจีนในระดับทวิภาคี ดิฉันขอยกตัวอย่างใกล้ตัว กรณีที่รัฐบาลจีนได้จีบชักชวนให้รัฐบาลไทยชุดนี้ร่วมลงนามในเอกสารความตกลงเกี่ยวกับทะเลและมหาสมุทรไปแล้วถึง 2 ฉบับภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน !!! ดังนี้
ฉบับแรก คือ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านทะเล” ลงนามระหว่างกันเมื่อครั้งที่ท่านสีจิ้นผิงของจีนเดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2011 และดิฉันได้เคยเขียนให้ข้อสังเกตไปในคอลัมน์นี้แล้วว่า เหตุอันใดมังกรจีนจึงได้หันมาสนใจเรื่องทะเลและมหาสมุทรในห้วงยามนี้ ถึงขนาดที่ต้องมาขอจีบชักชวนให้ประเทศไทยร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว (อ่านรายละเอียดได้จากบทความ “ว่าที่ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 เยือนถิ่นแดนไทย”)
ฉบับที่สอง คือ “ข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศน์ทางทะเล” (ไม่ใช่เป็นเพียงแค่บันทึกความเข้าใจ) มีการลงนามในระหว่างการเดินทางไปเยือนจีนของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2012
โดยสรุป จีนเอาจริงและเดินหน้าผลักดัน “ยุทธศาสตร์ไห่หยาง” อย่างเต็มตัวในรูปแบบต่างๆ จึงสะท้อนถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของจีน ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงมีข้อพิพาทและความตึงเครียดในการอ้างสิทธิทับซ้อนในน่านน้ำทะเลจีนใต้กับอีก 4 ประเทศในอาเซียน และศึกแย่งเกาะกับญี่ปุ่นและไต้หวันแถวทะเลจีนตะวันออก ภารกิจนี้จึงมุ่งเพื่อขยายอิทธิพลและบทบาททางทะเลของจีนทั้งด้านยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้พญามังกรจีนได้สมหวังดังใจในการผงาดขึ้นเป็น “(อภิ) มหาอำนาจทางทะเล” นั่นเอง








