วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ศร3ดอก"กับเดิมพันระยะยาว

ประเด็นระหว่างประเทศซึ่งเป็นข้อถกเถียง และถูกจับตาอย่างมากในขณะนี้ คือเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ได้รายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวถึง 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่เมื่อเทียบรายปีนั้นจีดีพีขยายตัว 3.5% ผลจากการบริโภคส่วนบุคคลที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่มากขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและมาตรการกระตุ้นทางการคลังอย่างหนักของผู้นำแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งทำให้การบริโภคส่วนบุคคล อันมีสัดส่วน 60% ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนการส่งออกซึ่งได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยน ก็เพิ่มขึ้น 0.4%

ผู้นำญี่ปุ่นพยายามประคองบรรยากาศแง่บวกไว้ ด้วยการเตรียมเปิดเผย "ศรดอกที่สาม" เพื่อผลักดันญี่ปุ่นให้พ้นจากภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อ 15 ปีและสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน "ศรดอกที่ 3" นี้จะสานต่อศรสองดอกแรกคือ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินขนาดใหญ่ และการโหมใช้จ่ายของภาครัฐ ศรดอกนี้อยู่ในรูปของยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการส่งออกโครงสร้างพื้นฐานสามเท่า เพิ่มส่งออกสินค้าเกษตรสองเท่าภายในปี 2563 ควบคู่กับกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยจะกำหนดเป้าหมายสำหรับการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศปีละ 70 ล้านล้านเยน ทั้งยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นปีละ 20 ล้านคน จาก 8 ล้านคนในปัจจุบัน เพิ่มการส่งออกสินค้าวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นสามเท่าภายใน 5 ปี โดยผู้นำญี่ปุ่นต้องการประกาศรายละเอียดของนโยบายนี้ ก่อนหน้าการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 8 ประเทศ หรือจี 8 ในวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้

บางคนมองว่าศรดอกที่ 3 ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่จะดลบันดาลทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ในพริบตา ส่วนการอ่อนค่าของเงินเยนอันเป็นผลพวงต่อเนื่องแบบไม่เจตนาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็อาจช่วยหนุนกำไรของผู้ส่งออกญี่ปุ่น แต่อาจไม่เพียงพอที่จะดันเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกให้ฟื้นตัว แถมยังอาจมีผลเสียในแง่ที่สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้่น และอาจฉุดรั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวม นอกจากนั้น การอ่อนค่าของเงินเยนยังอาจทำให้ต้นทุนการผลิตของบางบริษัทสูงขึ้น

กระนั้น ในภาพรวมแล้ว มีการมองว่าเงินเยนที่อ่อนค่าถือเป็นข่าวดีสำหรับญี่ปุ่น ที่ต้องประสบปัญหามาหลายปี เช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อกระตุ้นอย่างหนักให้ญี่ปุ่นฟื้นตัว ก็มีการมองว่าจะส่งผลดีในระยะยาวต่อโลกในที่สุด อีกทั้งผลประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของชาวญี่ปุ่น น่าจะมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะตามมาในรูปแบบของฟองสบู่สินทรัพย์ ภาวะเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าลงของเงินเยน

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นหรือในช่วงเฉพาะหน้านั้น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ก็ต้องจับตาดูการไหลเข้าออกของเงินทุน เพื่อป้องกันความไร้เสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ รวมถึงระวังการเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ เนื่องจากแรงกดดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อกำลังก่อตัว ส่วนผลกระทบระยะยาวนั้นก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะเป็นแง่ดีจริงหรือไม่ และญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ชาติเดียวที่ไทยต้องจับตาดูพัฒนาการต่างๆ เพราะยังมีเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ชาติอื่นในโลก ที่มีความสำคัญต่อไทยและต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของชาติเหล่านี้เช่นกัน