วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับฟังเสียงชุมชน ในเวที"น้ำโลก"

ท่าทีของ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองนายกรัฐมนตรี ต่อเสียงของชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม

ในการจัดการประชุมผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำที่บอกว่าเป็น "ขยะ" หรือคนที่ไม่ได้เรื่อง ก็ล้วนแสดงออกให้เห็นถึงปัญหาของการรับฟังเสียงที่แตกต่าง หรือการปิดกั้นการเสนอความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการน้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่รัฐควรจะต้องน้อมรับฟัง คือ ข้อเสนอต่างๆ ของทุกฝ่ายต่อการลงทุนการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท น่าจะช่วยอุดช่องโหว่ในการบริหารจัดการที่ดีที่สุด เพราะว่าความจริงในงานประชุมน้ำ คือ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการในแต่ละประเทศ การเสนอประสบการณ์ของประชาชนก็ไม่ควรจะปิดกั้นเช่นกัน

จะว่าไปแล้วโครงการลงทุน 3.5 แสนล้านบาท มีจุดอ่อนที่ควรจะรับฟัง โดยล่าสุด ป.ป.ช. ออกมาบอกถึง 6 จุดเสี่ยงของโครงการที่ต้องช่วยกันจับตามอง อันประกอบด้วย 1.การคัดเลือกผู้รับจ้าง การแข่งขันกันระหว่างบริษัทที่ยื่นข้อเสนอมีไม่มากเท่าที่ควร เพราะแต่ละ module มีวงเงินว่าจ้าง ที่สูงมาก ทำให้บริษัทที่มีศักยภาพในการรับงานมีจำนวนน้อยราย จะเห็น ได้ว่ามีผู้ผ่านการคัดเลือกเสนอกรอบแนวคิดเพียง 6 กลุ่มบริษัท และต่อมา 2 กลุ่มบริษัทที่ได้รับคัดเลือก คือ “กิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย” และ “บริษัททีมไทยแลนด์-บริษัท ช. การช่าง” ได้ขอถอนตัวไม่เข้ายื่นประมูลอีก

นอกจากนี้การดำเนินการคัดเลือกผู้รับจ้างตามประกาศฯ ซึ่งเป็นกระบวนการจัดหาพัสดุ ซึ่งแม้จะได้รับการยกเว้นในการถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ก็ตาม แต่การจัดหาพัสดุตามโครงการฯ ก็ยังคงต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรณีที่ส่วนราชการเจ้าของโครงการจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการ

2.การจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ การรวมงานทุกขั้นตอนไว้ในสัญญาเดียวกันเช่นนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆ ไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน การรวมงานการศึกษาความเหมาะสม การวิเคราะห์ความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจและการเงิน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม-สังคม/สุขภาพ ไว้ในสัญญาเดียวกันกับงานออกแบบและก่อสร้าง ย่อมสร้างแรงจูงใจให้บริษัทผู้รับจ้างใช้วิธีการศึกษาในด้านต่างๆ ที่มีอคติในลักษณะที่จะทำให้โครงการมีความคุ้มค่าและ ผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม-สังคม/สุขภาพ โดยอาจใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง และอาจถูกต่อต้านจากชาวบ้าน

3.การประกันราคาไม่เกินวงเงินสูงสุด อาจก่อให้เกิดปัญหาและอาจนำไปสู่การเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบริษัทผู้รับเหมาได้

4.การจ้างเหมาช่วง มีปัญหาเรื่องการดูแลให้เงินล่วงหน้าและเงินที่เบิกไปตามเนื้องานตกถึงมือผู้รับเหมาช่วงจริงๆ เพื่อให้งานไม่หยุดชะงักและได้คุณภาพถือเป็นภาระสำคัญมากในการควบคุมงานให้เสร็จได้ตามกำหนดเวลาและข้อกำหนดด้านปริมาณและคุณภาพ หากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผู้รับจ้างอาจถูกปรับจนไม่คุ้มต่อการทำงานและอาจส่งผลให้ ต้อง “ทิ้งงาน” ในที่สุด ดังเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจจำนวน 396 แห่งทั่วประเทศ

5.การไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับหลักความรับผิดชอบของเจ้าของโครงการ และการแก้ไขประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการฉบับนี้ เป็นการเพิ่มอำนาจการบริหารจัดการน้ำทุกโครงการภายใต้วงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ให้อยู่ในมือของ สบอช. เพียงหน่วยงานเดียว และโดยที่ สบอช. เป็นหน่วยงานใหม่ จึงเห็นว่า สบอช. อาจจะยังไม่มีความพร้อมในการบริหารสัญญาทุกโครงการ ในขณะเดียวกันอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกนั้น ดูเหมือนว่าอยู่ภายใต้การตัดสินใจของประธาน กบอ. เพียงคนเดียว จากเดิมอำนาจอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลส่วนราชการเจ้าของโครงการ

6.การกระทำที่อาจเป็นการขัดกับมาตรการป้องกันการทุจริต ตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ไม่จัดทำราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ ตามที่กฎหมาย ป.ป.ช. กำหนด

ทั้งหมดล้วนเป็นจุดอ่อนของโครงการ ที่ "ปลอดประสพ" จะต้องรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่ปิดกั้นอย่างที่แสดงท่าทีออกมา