ภาระทางการเงินหลักๆ ของการประมูลดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจ เริ่มมองเห็นชัดขึ้นหลังจากราคาประมูลขั้นต่ำออกมาแล้ว
แต่ดูเหมือนว่า "โครงข่าย" ที่เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่เป็นสิ่งที่ผู้สนใจประมูลอยากรู้ก่อนทุกเรื่อง
เริ่มมองเห็นเค้ารางว่าค่าโครงข่ายจะกลายเป็น "ภาระหลังแอ่น" ต้นทุนที่มากที่สุดของผู้เล่นรายใหม่ในสังเวียนดิจิทัลทีวีที่เคยความหวังจะเห็น "สนามแข่งขันที่เท่าเทียม" (Level Playing Field) เริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
ตัวเลขเบื้องต้นที่เคยได้จากทีมคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่าย "โครงข่าย" ที่ผู้ได้รับใบอนุญาตจะเรียกเก็บจากช่องรายการแบบ Standard Definition ประมาณปีละ 60 ล้านบาท และแบบ Standard Definition ประมาณ 3-4 เท่าของช่อง SD หรือประมาณ 180-240 ล้านบาทต่อปี
โดยตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวม"ต้นทุน"การขึ้นช่องดาวเทียมระบบ C-Band และ KU-Band เพื่อให้โครงข่ายอื่นๆ นำไปออกอากาศหรือที่เรียนกว่า Must Carry ได้ที่อาจจะทำให้ตัวเลขค่าโครงข่ายแบบ SD อาจจะไปใกล้ๆ 90-100 ล้านบาทต่อปีและแบบ HD จะยิ่งสูงขึ้นไปจนไม่อยากจะคำนวณ
เมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่กสทช.เคยมีการสอบถาม "ต้นทุนโครงข่าย" ของดิจิทัลทีวีกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมว่าจะยอมรับตัวเลขในเชิงเปรียบเทียบกับ "ค่าแบนด์วิธ" ช่องดาวเทียมในอัตราเท่าไหร่
ผมตอบไปอย่างไม่ลังเลว่าควรจะเท่าๆ กับค่าช่องดาวเทียมของไทยคมที่มีอัตราตลาดอยู่ประมาณช่องละ (2 M) ประมาณ 800,000-1,000,000 บาทต่อเดือนหรือประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และอัตราสูงสุดไม่น่าจะเกิน 1.5-2 เท่าของค่าช่องดาวเทียม
และอีกประเด็นที่เป็นข้อกังขาว่าทำไมใบอนุญาตโครงข่ายดิจิทัลทีวีที่พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จึงแตกหน่อจากแผนครั้งแรกทางกสทช.จะทำให้เป็น "โครงข่ายเดียว" เพื่อให้มีความคุ้มค่าในการลงทุนและการใช้ทรัพยากรเสาส่งร่วมกันให้มากที่สุด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นจะมีมากถึง 6 โครงข่าย ( MUX) ที่มีอัตราค่าเช่าโครงข่ายเบื้องต้นสูงกว่าค่าเช่าช่องดาวเทียมถึงประมาณ 5 เท่าตัว
ค่าเช่าโครงข่ายดิจิทัลทีวีน่าจะกลายเป็น "ภาระหนักที่สุด" อย่างน้อยที่สุดช่องทีวีสาธารณะและช่องทีวีธุรกิจในแบบ SD จะต้องเสียค่าเช่าโครงข่ายไม่น้อยกว่าปีละ 60 ล้านบาทและหากรวมต้นทุน Must Carry อาจจะสูงถึง 80-100 ล้านบาท เทียบออกมา 15 ปีจะ 1,200-1,500 ล้านบาท น่าจะสูงกว่าราคาประมูลช่องที่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำออกมาแล้ว
ผมอยากให้กสท.ลองทบทวนอีกครั้งว่าใบอนุญาตประกอบกิจการโครงข่ายดิจิทัลทีวีควรจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุดน่าจะกลับไปสู่ "โครงข่ายเดียว" หรือมากที่สุดไม่เกิน 3 โครงข่าย
ทราบว่าบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เองก็พร้อมจะเป็นแกนลงทุนร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ที่มีเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ไม่มีบุคลากร และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่มีแต่เสาส่งมากที่สุด 39 เสา แต่ดูเหมือนยังไม่มีงบประมาณลงทุนเพียงพอ
การรวมโครงข่ายให้เป็นสัก 2-3 ราย น่าจะทำให้กสท.ลดข้อถกเถียงเรื่อง "ผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัลทีวี" ไม่ควรจะมีสิทธิประมูล "ช่องดิจิทัลทีวี" ที่จะได้เปรียบ "ผู้เล่นใหม่" ที่เข้าประมูลแล้วต้องจ่ายค่าโครงข่ายที่แพงมากๆ
กรณีอสมท.เป็นเจ้าของโครงข่ายแล้วยังประมูลช่องได้อีกก็เท่ากับว่าเกิดความได้เปรียบมากกว่าที่ไม่มีภาระ "ค่าโครงข่าย" เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะจากเดิมมีโครงข่ายอนาล็อกไว้ใช้กับช่อง 9 และช่อง 3 แต่เมื่อมีดิจิทัลทีวีแบบสาธารณะกับธุรกิจเท่ากับมีลูกค้ามาร่วมใช้โครงข่ายที่แม้ลงทุนใหม่แต่น่าจะคุ้มกว่าเดิม
นอกจากนี้แล้ว "ภาระหลังแอ่น" ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ"ผู้เล่นรายใหม่"มากกว่า "ผู้เล่นรายเก่า" ที่ยังออกอากาศระบบอะนาล็อกไปอีกเกือบ 10 ปีคือกฎ Must Carry ที่ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบในกสท.ว่าจะเอายังไงกันดีเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้เข้าประมูล
ดร.ธวัชชัย จิตภาษนันท์ กสท.ที่ดูแลคณะอนุกรรมการชุดแข่งขันเท่าเทียมอยากจะให้แก้ไขกฎ Must Carry ที่ตึงเกินไป ทำให้ต้นทุนโครงข่ายเพิ่มที่จะถูกผลักไปให้ผู้เข้าประมูลรับภาระ แต่ดร.นทียืนกรานทุกครั้งว่ากฎนี้จะทำให้ดิจิทัลทีวีมี Eyeball มากเท่ากับฟรีทีวีปัจจุบันทันที
ประกาศกสทช.ที่เรียกชื่อเล่นว่า Must Carry Rule มีชื่อเต็มๆ ว่า "หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป" ออกประกาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2555
ข้อที่มีปัญหาสำหรับการคำนวณต้นทุนโครงข่ายดิจิทัลคือข้อ 6 ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่ให้บริการแก่ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกหรือผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองมีหน้าที่ต้องให้สมาชิกได้รับบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปได้โดยตรงอย่างต่อเนื่องและไม่มีการเปลี่ยน ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการหรือเนื้อหารายการ (รายละเอียดในวรรคที่ 2 และ 3 ยังมีอีก)
ดร.ธวัชชัยบอกว่าหากทำตามกฎ Must Carry นี้จะทำให้เกิดภาระผู้เช่าโครงข่าย, แบนด์วิธของดาวเทียมไทยคมในระบบ KU-Band ไม่น่าจะเพียงพอ
แต่ดร.นทีบอกว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะจะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าประมูลดิจิทัลทีวีจะมี Eyeball เท่ากับฟรีทีวีทันทีที่ออกอากาศ และให้เจ้าของโครงข่ายเลือกกลุ่มช่องธุรกิจไปออกได้ ไม่ได้บังคับทั้งหมด แต่ให้เริ่มจากกลุ่มช่องเด็ก 3 ช่อง ตามด้วยช่องข่าว 7 ช่อง แล้วค่อยไปถึงช่องวาไรตี้แบบ SD กับ HD โดยไม่ให้เลือกช่องใดช่องหนึ่ง แต่ต้องยกทั้งยวงไป
กฏ Must Carry เกิดขึ้นมาในช่วงการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรของกลุ่มแกรมมี่ที่ไม่ยอมให้ออกในฟรีทีวีและไม่ยอมขายให้กับทรูวิชั่นที่เป็นเคเบิ้ลระดับประเทศที่เคยได้ดู เพราะแกรมมี่ต้องการเข้าสู่ตลาดกล่องรับสัญญาณแบบ Pay Per View ที่ใช้ชื่อว่า GMM-Z
แต่กฎนี้กลับใช้บังคับ "แกรมมี่" ไม่ได้ที่อ้างว่าฟีฟ่าไม่อนุญาตให้ออกใน "ช่องดาวเทียม" ที่ไม่ได้เข้ารหัสที่สามารถรับสัญญาณได้จากนอกประเทศไทย ผู้ชมโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียม C-Band ยังเจอ"จอดำ"จนถึงบัดนี้
แล้วกสท.ก็กลายพันธุ์มาเป็นประกาศ Must Have หรือชื่อเต็มๆ "หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป" เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2556
ข้อที่มีปัญหาคือข้อ 3 ที่มีถ้อยคำสุดท้าย".......ให้รายการโทรทัศน์แบบถ่ายทอดสดตามที่กำหนดไว้ในภาคผนวกของประกาศนี้ถือเป็นรายการโทรทัศน์ที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ภายใต้การให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป เท่านั้น
สำหรับ 7 กีฬาที่กสท.บอกว่าเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติที่จะต้องเผยแพร่ทางบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป"เท่านั้น"คือ SEA Games , ASEAN Para Games, Asian Games, Asian Para Games, Olympic Games , Paralypic Games และประเภทสุดท้ายฟุตบอลโลก FIFA World Cup Final ที่ยังเป็นข้อกังขาว่าเป็นกีฬาเพื่อมวลมนุษยชาติตามนิยามของกสท.หรือไม่
ดูเหมือนว่า ดร.นที จะเชื่อมั่นตัวเองมากๆ ว่ากฎ Must Have ว่ายังสามารถใช้บังคับได้ แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ท้วงติงว่าไปขัดกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แต่ดร.น้ำกลับเห็นว่าเป็นการบังคับ "ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบเป็นการทั่วไป" ไม่เกี่ยวกับ "ผู้ถือลิขสิทธิ์" ที่พยายามอธิบายหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ทำให้คนในวงการคล้อยตามสักเท่าไหร่
กฎ Must Have ได้ทำให้กลุ่มอาร์เอสที่ถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในปี 2014 ตัดสินใจยื่นฟ้องกสท.ต่อศาลปกครอง เพื่อให้แก้ไขประกาศใหม่จากคำว่า"เท่านั้น"ให้เป็นคำว่า "ด้วย" เพราะกฎนี้กระทบการดำเนินธุรกิจของเอกชนที่ซื้อลิขสิทธิ์มาเพื่อทำธุรกิจ Pay Per View ด้วย โดยจะถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกนัดท้ายๆ 22 นัดผ่านฟรีทีวีที่ถือเป็นโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป
กฎ Must Have ที่ออกมาค่อนข้างฝืนวิถีทางการทำธุรกิจกีฬาจะทำให้ไม่มีใครอยากจะไปซื้อลิขสิทธิ์กีฬา 7 ประเภทที่ยังมี "ต้นทุน" สูงมากเกินไปหากถูกบังคับมาออกในฟรีทีวีทั้งหมด ในที่สุดแล้วอาจจะทำให้คนไทย"เสียโอกาส"ในการรับชมกีฬาของมวลมนุษยชาติ 7 ประเภทเสียมากกว่าจะได้รับชมกันอย่างทั่วถึง ลองสอบถามโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจก็ไม่ค่อยอยากจะลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาเหล่านี้ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนดูและสปอนเซอร์มากพอ
หากศาลปกครองมีคำวินิจฉัยพิพากษาออกมาให้กลุ่มอาร์เอสชนะคือแก้คำว่า "เท่านั้น" เป็นคำว่า "ด้วย" น่าจะทำให้กสท.มีบันไดลง ไม่เกิดอาการ "เสียหน้า" เพราะยืนกรานไม่ยอมรับว่าประกาศฉบับนี้เร่งรีบเกินไป จนเกิดความผิดพลาดจริงๆ ที่ไม่สามารถใช้บังคับได้ อยากให้กสท.ทั้ง 5 ท่านคุยกันเองว่ากฎข้อไหนมีปัญหา แล้วแก้กันเองจะดีกว่าให้ศาลปกครองออกคำสั่ง









