เมืองไทยถกกันดุเดือดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พม่าเขาก็เริ่มจับประเด็น แก้กฎหมายสูงสุดของเขาเหมือนกัน
หาก ออง ซาน ซูจี ในฐานะแกนนำฝ่ายค้านผลักดันได้สำเร็จ ก็จะแก้กติกาใหม่ให้ทหารไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เสริมสร้างความแข็งแกร่งเป็นรัฐที่ยอมรับชาติพันธุ์หลากหลาย และปฏิรูประบบตุลาการให้เป็นอิสระ ให้เป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง
แต่จะแก้ประเด็นสำคัญ ที่จะห้ามคนมีสามีหรือภรรยาเป็นต่างด้าว สมัครตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด หรือไม่ ยังไม่ชัดเจน
เพราะว่า ออง ซาน ซูจี เอง ไม่ยอมพูดเรื่องนี้ กลัวว่าจะถูกมองเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะหากว่าเสนอแก้มาตรานั้น ก็อาจจะเท่ากับเป็นการผลักดันเพื่อตนเอง
อีกทั้งเธอยังไม่ยอมแสดงความเห็น เรื่องที่ว่าเธอจะสมัครแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี 2015 หรืออีกสองปีข้างหน้า หรือไม่
ออง ซาน ซูจี บอกว่า เรื่องอนาคตเก็บไว้พูดในอนาคต อย่ามาถามในปัจจุบัน และไม่ต้องรื้อฟื้นอดีตด้วย
แต่เธอยอมรับว่ารัฐธรรมนูญของพม่าทุกวันนี้ เป็น “กฎหมายสูงสุดที่แก้ยากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก” (The Burmese constitution is one of the most difficult constitutions to amend in the world.)
ที่ว่า “แก้ยากที่สุดในโลก” นั้น เธอคงหมายถึงความยากลำบากในการที่จะให้ผู้มีอำนาจฝ่ายทหาร ซึ่งปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จมาหลายสิบปี ยอมให้มีการแก้ไขเพื่อลดทอนอำนาจของตนเอง
แต่น่าสนใจมากว่าเธอแสดงความเห็นเรื่องนี้ หลังจากการสัมมนาระดมสมองนานสามวัน ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ที่เชิญตัวแทนรัฐบาล พรรคการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนชาติพันธุ์ กับชนกลุ่มน้อยอีกถึงเอ็นจีโอทางด้านเสรีภาพทางการเมือง มาถกแถลงกันอย่างคึกคัก
แม้แต่พรรครัฐบาลของทหาร Union Solidarity and Development Party (USDP) ยังส่งตัวแทนมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศพม่าด้วยซ้ำ
ถือเป็นบรรยากาศเปิดกว้างเป็นครั้งแรก ที่สามารถยกประเด็นละเอียดอ่อนของอนาคตการเมืองของพม่า มาถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมา
ทำไม ออง ซาน ซูจี จึงบอกว่า การที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญพม่า เป็นเรื่อง “ยากที่สุด” ก็เพราะว่ากติกาที่เขียนเอาไว้นั้น ไม่ให้มีการแก้กันง่ายๆ
เหตุเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างภายใต้การสั่งการของผู้นำทหารในยุคที่ นายพลเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีปัจจุบัน ยังเป็นนายกฯ ในฐานะเป็นตัวแทนของทหารอยู่
“จะแก้ไขรัฐธรรมนูญพม่า ต้องแก้กระบวนการที่จะแก้เสียก่อน” เธอชี้นำ
เพราะหากว่ากับกฎเกณฑ์วันนี้ การจะแก้ไขเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะกี่มาตรา จะต้องได้เสียงมากกว่า 75% ในสภา
ในเมื่อที่นั่งร้อยละ 25% ในสภาพม่าวันนี้ เป็นโควตาของกองทัพอยู่แล้ว ใครที่คิดจะแก้รัฐธรรมนูญในสภาวันนี้ ต้องทำการบ้านอย่างหนัก และส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าถ้าทหารไม่เอาด้วย ก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพราะแม้เพียงแค่เสนอว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องอาศัยเสียงมากกว่า 50% ก่อน จึงจะบรรจุในวาระการประชุมของสภาได้
แต่เธอก็ให้ความหวังว่าคงจะต้องพยายามหาทางออกร่วมกัน เพราะทั้งพรรคฝ่ายค้านของเธอ คือ National League for Democracy (NLD) และ พรรค USDP ของฝ่ายความมั่นคง ก็ตกปากรับคำกันที่จะร่วมกันร่างข้อที่จะแก้ไขเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
แต่อย่าถามเธอว่าจะมีการตั้งรัฐบาลผสม ระหว่างพรรคฝ่ายค้านของเธอกับพรรคของทหารก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2015 หรือไม่ ออง ซาน ซูจี ยืนยันอีกครั้งว่า “เร็วไปที่จะพูดเรื่องนี้”
สังเกตว่าเธอไม่ปฏิเสธทั้งสองเรื่อง เพียงแต่รอจังหวะเวลาอันเหมาะควรที่เธอจะแถลงเท่านั้น
อีกเรื่องหนึ่งที่เธอเห็นว่าเป็นเหตุผลที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ นั่นคือ การเปิดทางให้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธทั้งหลายวางปืน เพื่อหันหน้าเข้าหากันกับกลุ่มมีอำนาจในพม่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์มัน
“สันติภาพไม่ได้หมายความเพียงสัญญาหยุดยิงเท่านั้น พวกเราทั้งหลายต้องปกปักรักษาสันติภาพ และต้องเดินไปอีกหลายก้าวเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นร่วมกัน ดังนั้น หากจะไม่ให้มีความขัดแย้งอีก เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความเป็นธรรมกับชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฉาน คะฉิ่น และอื่นๆ...”
นั่นคือ ความหมายของการแก้กติกา เพื่อให้พม่าเป็นรัฐที่เคารพในสิทธิของประชาชนเผ่าพันธุ์ และเขตปกครองต่างๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันในทุกด้าน
กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญพม่า จะต้องกินเวลายาวนานเพียงใด ไม่มีใครรู้ แต่ทุกฝ่ายรู้เพียงว่า การถกแถลงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ต้องไม่สร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และเปิดทางให้ทุกฝ่ายมีโอกาสได้แสดงความเห็นซึ่งกันและกัน
สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่ถูกมองว่าแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศเพื่อ...ใครคนใดคนหนึ่ง...เท่านั้น!








