ในวันจันทร์ที่ 13 พ.ค.นี้ รัฐบาลจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)
รวมทั้งภาคเอกชน ซึ่งตามคำกล่าวของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า "เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทและหน้าที่"ให้ตรงกัน โดยหากตีความหมายตามตัวอักษรจริงๆ ก็ถือว่าน่าแปลกอยู่มากที่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่รู้ว่าใครมีบทบาทอย่างไร แต่หากตีความนัยของการประชุมร่วมกันครั้งนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากพยายามกดดันให้ดำเนินการตามที่รัฐบาลต้องการ
การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่สองระหว่างรัฐบาลกับธปท. เพียงแต่ต่างจากครั้งก่อนคือในครั้งนี้ มีคณะกรรมการกนง.เข้าร่วมด้วย แต่หากประเมินจากสถานการณ์ในขณะนี้ ก็เชื่อว่าไม่มีมาตรการใดๆออกมา เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายรับรู้ข้อมูลที่ตรงกันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่าแต่ละส่วนนั้นมีข้อมูลไม่สอดคล้องกัน หรือตีความข้อมูลไปคนละด้าน เพราะถือว่าแต่ละคนก็มีความรู้ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่เราอยากเห็นมากกว่าการนั่งประชุมเพื่อสร้างให้เห็นว่าสามารถแก้ความขัดแย้งได้ คือ การถกเถียงด้วยข้อมูลและเหตุผล
ประเด็นสำคัญขณะนี้จนรัฐบาลต้องเป็นเดือดเป็นร้อนอย่างมาก ต่อนโยบายการดูแลค่าเงินของธปท. ในขณะนี้คือค่าเงินบาทแข็งค่า แม้แต่กระทรวงพาณิชย์ก็เป็นเดือดเป็นร้อนไปด้วยโดยอ้างว่าขายข้าวไม่ได้เพราะค่าเงินบาทแข็งค่า ทั้งๆ ที่เหตุที่แท้จริงคือราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งมานานแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าค่าเงินบาทแข็งค่านั้นกระทบต่อการส่งออกแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยนั้น ต้องประเมินอีกครั้ง เพราะอย่าลืมว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานั้นจะกระทบต่อการส่งออกจริงๆ ก็ราวอีก 3 เดือน หาใช่แข็งค่าวันนี้กระทบในวันพรุ่งนี้
ดังนั้น การประชุมในวันจันทร์นี้ สิ่งที่อยากเห็นก็คือถกกันให้ได้ข้อสรุปว่าจริงๆ แล้วข้อมูลค่าเงินบาทแข็งค่านั้นกระทบอย่างไรกับการส่งออก แยกแยะออกมาให้ละเอียดว่ากระทบส่งออกกลุ่มไหนบ้าง และกระทบต่อตลาดไหนบ้าง ยิ่งมีการประเมินภายใต้หลักการที่แท้จริงว่าหากส่งออกได้รับผลกระทบตามข้อมูลที่ได้มานั้น จะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน และยิ่งคำนวณออกมาว่ากระทบต่อคนจำนวนเท่าไร และคนกลุ่มไหนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษอย่างยิ่ง เพราะจะได้มีข้อมูลอย่างละเอียดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
แต่การประชุมร่วมกันในวันจันทร์นี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง ก็คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ นั่นคือธปท. ที่ดูแลเสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจนั้น ต้องมานั่งพูดคุยกับกลุ่มธุรกิจส่งออก ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งของประเทศเท่านั้น ดังนั้นภาพที่ออกมาอาจจะทำให้ธปท.หมดศรัทธามากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะขณะนี้ก็ชัดเจนว่าการเมืองพยายามจะเข้าไปจัดการหรือแทรกแซงการทำงานของธปท.อย่างเต็มตัว ถึงขนาดที่บางคนบอกว่าจะออกพระราชกำหนดแก้ไขกฎหมายธปท.เสียเลยให้การเมืองเข้าไปจัดการได้
เราเห็นว่าการประชุมครั้งนี้นายกิตติรัตน์อาจต้องระมัดระวังท่าทีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะนโยบายที่ออกมาเพื่อเอกชนที่มานั่งประชุมด้วยนั้น อาจไม่เป็นนโยบายที่ดีสำหรับประเทศในสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นได้ และเราอยากเห็นให้มีการกางข้อมูลดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่าที่บอกว่าได้รับผลกระทบนั้น มีข้อมูลจริงหรือเป็นแค่ความรู้สึกกันแน่ เพราะขณะนี้เริ่มมีข้อมูลที่เห็นได้ชัดว่าค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกน้อยกว่าปัจจัยอื่นๆ มาก เราหวังว่าการประชุมในวันจันทร์ที่จะถึงนี้จะตัดสินใจโดยใช้พื้นฐานจากข้อมูลที่แท้จริง หาใช่การใช้ข้อมูลเท็จมาหาประโยชน์เข้าพวกตัวเอง









