เกาหลีใต้เป็นชาติที่ 3 ในรอบสัปดาห์ที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในรูปของการลดอัตราดอกเบี้ย
โดยกรณีของเกาหลีใต้นั้นเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 7 เดือน หลังจากการส่งออกลดลง 1.3% เมื่อปีที่แล้วสืบเนื่องจากความต้องการที่ซบเซาในโลก สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวเพียง 2% เมื่อปีที่แล้ว อันเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี แถมปีนี้ยังมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตเหลือ 2.6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2%
ธนาคารกลางเกาหลีใต้มองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในระดับปานกลาง แต่ความเสี่ยงขาลงยังมีอยู่พอสมควร โดยการฟื้นตัวในระดับปานกลางของเศรษฐกิจโลกนั้น ดำเนินไปต่อเนื่อง ส่วนความซบเซาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยูโรโซนนั้น ดิ่งลึกขึ้น สำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้นั้นจะมีผลผลิตลดลงไปอีกพักใหญ่ ผลจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินเยน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์บนคาบสมุทรเกาหลี
การลดดอกเบี้ยของเกาหลีใต้ มีขึ้นสัปดาห์เดียวกับที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย ลดดอกเบี้ยลงเหลือระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 2.75% ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังค่อยๆ ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมเหมืองซึ่งการลงทุนมีแนวโน้มจะขึ้นถึงจุดสูงสุดปีนี้ ทำให้ต้องมีการมองหากลไกหลักอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการเติบโต อีกทั้งเศรษฐกิจออสเตรเลียยังต้องการมาตรการกระตุ้น หลังจากการส่งออกผลผลิตต่างๆ จากเหมืองไปยังเอเชีย ลดลง ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัวในครึ่งหลังของปีที่แล้ว ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
ก่อนหน้านี้การลดดอกเบี้ยครั้งสำคัญ คงไม่พ้นกรณีของธนาคารกลางยุโรป ที่ปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ เน้นผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวและปิดฉากอัตราว่างงาน ซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก สืบเนื่องจากปัจจุบันที่หลายประเทศในยุโรปนำมาตรการรัดเข็มขัดมาใช้เพื่อแก้ปัญหาหนี้และอื่นๆ จนเศรษฐกิจแทบไม่ขยายตัว ดังนั้นธนาคารกลางยุโรปจึงประกาศจะตรึงดอกเบี้่ยไว้ในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานเท่าที่จำเป็น และอาจดำเนินมาตรการอื่นเพิ่มเติมด้วย ท่ามกลางการคาดหมายว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของธนาคารกลางยุโรป ไม่น่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้ว และประเด็นที่เป็นปัญหาจริงๆ คือความตึงตัวด้านสินเชื่อสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะธนาคารต่างๆ ไม่พร้อมที่จะปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจนั่นเอง
การลดดอกเบี้ยของชาติที่กล่าวมา มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในชาติที่ดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว ก็ต้องใช้ครื่องมือทางการเงินแบบอื่น อย่างกรณีของสหรัฐที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี หรือญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าดันเศรษฐกิจขึ้นจากภาวะเงินฝืดด้วยการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ ซึ่งการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายครั้งใหญ่ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นในโลกเช่นกัน ล่าสุดคือกรณีของนิวซีแลนด์ ที่ธนาคารกลางยืนยันว่าได้ขายเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่ลอยตัวค่าเงินเมื่อปี 2528 หลังจากดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าที่สุดในรอบ 20 เดือน แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบเท่าที่เศรษฐกิจของชาติพัฒนาแล้วยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อันทำให้ต้องมีการรับมือผลกระทบในด้านต่างๆ กันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในกรณีของไทยเองเช่นกัน









