วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาค่าเงินบาท ปัญหาของรมว.การคลัง

หากใครติดตามท่าทีของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อค่าเงินบาทแข็งค่า

ตั้งแต่ต้นก็จะเห็นว่าแนวคิดและมุมมองของนายกิตติรัตน์มีการปรับเปลี่ยนต่อนโยบายค่าเงินบาทมาโดยตลอด แม้จะยืนยันว่าตัวเองมีความกังวลค่าเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่อยู่ระดับที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ก็ตาม แต่หากติดตามตั้งแต่ค่าเงินบาทเริ่มเป็นประเด็นอันเนื่องมาจากเงินไหลเข้า ก็จะเห็นว่าความเห็นของนายกิตติรัตน์แกว่งไปมาระหว่างไม่เห็นด้วยกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และคัดค้าน

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงต้น นายกิตติรัตน์เห็นว่านโยบายของธปท.มีความผิดพลาด โดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไป จึงทำให้เงินทุนไหลเข้ามาหาส่วนต่างดอกเบี้ย เนื่องจากประเทศอุตสาหกรรมที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจพากันอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบและกดดอกเบี้ยใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงมีเงินทุนบางส่วนเข้ามาหาประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย ดังนั้นจึงมองว่าดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันสูงเกินไป หากลดลงก็เชื่อว่าจะลดแรงจูงใจเงินทุนเหล่านี้ได้และค่าเงินบาทจะไม่แข็งเกินไป

อันที่จริง หากติดตามแนวคิดเรื่องลดดอกเบี้ยนั้น เจ้าสำนักใหญ่เห็นจะหนีไม่พ้น นายวีรพงษ์ รามางกูร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และยังมีตำแหน่งในรัฐบาลคือประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.) ซึ่งไม่นับรวมบริษัทเอกชน ซึ่งตลอดชีวิตการทำงานของนายวีรพงษ์ในระดับนโยบายแล้วถือว่ายึดหลักความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด และตั้งแต่เริ่มแรกก็ชูนโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดค่าเงินบาทแข็งค่าไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม หลังจากร่วมกันโจมตีนโยบายของธปท.ในครั้งก่อน ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากว่ากระแสความไม่พอใจลดลงไปชั่วคราว ก่อนที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งด้วยกรอบความคิดเดิม ทั้งๆที่แนวโน้มค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าต่อเนื่อง และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าในช่วงหลังนายกิตติรัตน์กลับพูดถึงแนวนโยบายไม่ต่างจากกรอบความคิดของธปท. ยิ่งกว่านั้น เมื่อประเทศไทยได้รับการปรับอันดับความน่าเชื่อถือก็ยิ่งพูดเหมือนธปท.มากขึ้นทุกที บางครั้งก็ออกมาวิจารณ์พวกเก็งกำไร จนบรรดาผู้ส่งออกต้องออกมาแก้ตัวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ยิ่งกว่านั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด นายกิตติรัตน์ก็สวมบทในครั้งแรกเมื่อปีก่อน กลับมายึดทฏฤษีลดดอกเบี้ยแก้ปัญหาค่าเงินแข็งอีกครั้ง และหยิบยกประเด็นขาดทุนของธปท. ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับนายวีรพงษ์ ทั้งๆที่คนในแวดวงการเงินและอดีตคนธปท.กลับเห็นว่าไม่ตรงประเด็นที่หยิบเอาสองเรื่องมาผูกพันกันเป็นเรื่องเดียว รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่บอกว่าธปท.เป็นต้นตอ เช่น การออกพันธบัตร ซึ่งเอาเข้าจริง นักลงทุนก็ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลซะมากกว่า นั่นหมายความว่าประเด็นปัญหาขึ้นกับจะหยิบยกมาอธิบายกัน

เราเห็นว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมาจากท่าทีของนายกิตติรัตน์เอง ที่ไม่นิ่งกับการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งๆที่นายกิตติรัตน์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าใครในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากนายกิตติรัตน์นำข้อมูลและมาสังเคราะห์อย่างละเอียดโดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเสนอแง่มุม มากกว่าความเห็นจากคนโน้นทีคนนี้ที และยิ่งเป็นผู้ใหญ่ด้วยแล้ว นายกิตติรัตน์ก็มักจะเชื่อฟังเป็นพิเศษ ทั้งๆที่อาจเป็นความเห็นที่ตกยุคสมัยไปแล้ว เราเชื่อว่านายกิตตรัตน์จะนิ่งกว่านี้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่ากระทรวงการคลังเป็นแหล่งแห่งผลประโยชน์ที่ทุกคนมักอยากจะมาช่วยโดยทีท่าว่าปรารถนาดีเสมอ