วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองรอบๆ บ้าน เตรียมแปรผัน

ผมแวะไปกรุงพนมเปญวันก่อน เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการของ "เครือข่ายข่าวเอเชีย" หรือ Asia News Network (ANN) ประจำครึ่งปี

และเมื่อตั้งวงวิเคราะห์ข่าวของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้แล้ว ก็ได้ภาพรอบด้านของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองรอบบ้านเราพอสมควร

เพื่อนบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จากมาเลเซียและสิงคโปร์ ประเมินผลการเลือกตั้งมาเลเซียพรุ่งนี้ พูดตรงกันว่า "ประเมินยากยิ่ง"

โอกาสที่จะเกิด "สึนามิการเมือง" ที่เพื่อนบ้านทางใต้ของเรามีสูง และความเป็นไปได้ที่ นายกฯ คนใหม่ ไม่ใช่ นาจิบ ราซัค แต่เป็น อันวาร์ อิบราฮิม ก็มี 50-50

ฝรั่งเรียกภาวะสูสีคู่คี่ หายใจรดต้นคออย่างนี้ว่า "too close to call."

ที่แน่นอนก็คือในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งกว่า 50 ปีของประเทศ ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ฝ่ายค้านมีโอกาสจะโค่นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรค "อัมโน" เป็นแกนหลักได้สูงขนาดนี้

และแม้ว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันที่เรียกว่า BN (Barisan National หรือ แนวร่วมแห่งชาติ) จะยังสามารถชนะได้ ก็จะเป็นชัยชนะที่น้อยนิด ไม่สามารถจะขับเคลื่อนตามที่ตนต้องการอย่างที่เป็นมาตลอดอีกต่อไป

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เรียกตัวเองว่า Pakatan Rakyat (สัญญาประชาชน) ที่มี อันวาร์ อิบราฮิม เป็นหัวหน้าแสดงพลังในการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2008 ด้วยการยึดที่นั่งในสภาได้ถึง 75 ที่นั่ง ซึ่งทำให้พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งได้ที่นั่ง 135 ที่นั่งในสภา ที่มีที่นั่งทั้งหมด 222 ที่นั่ง ไม่สามารถดำเนินการเรื่องกฎหมายสำคัญๆ ได้ เพราะว่าไม่มีเสียงถึงสองในสามอีกต่อไป

บรรณาธิการข่าวมาเลเซีย บอกผมว่า "พยากรณ์ยากจริงๆ ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร รู้แต่ว่าทุกคนเชื่อว่าจะสูสีคู่คี่มาก และคนมาเลเซียจำนวนไม่น้อย เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามเรื่องคอร์รัปชัน อำนาจค้ำฟ้า และการเล่นเส้นเล่นสาย จะแก้ไขได้อย่างไร"

ผมบอกเขาว่า คนไทยติดตามผลการเลือกตั้งมาเลเซียอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพราะว่าการเมืองมาเลเซียมีผลต่อไทยไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่มีการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็น ที่มีมาเลเซียเป็นผู้ให้ความสะดวก
เพื่อนบรรณาธิการสิงคโปร์ บอกว่า เขาก็เป็นห่วงเป็นใย เพราะหากว่าฝ่ายค้านชนะที่มาเลเซีย "ความไม่แน่นอนก็จะสูงยิ่ง...ไม่ดีสำหรับเพื่อนบ้าน"

ปีนังใกล้ๆ ภาคใต้ของไทย เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นฐานสำคัญของฝ่ายค้านมาเลเซีย

คนข่าวสิงคโปร์ บอกผมว่า "ยิ่งนับวัน ปีนัง ก็ยิ่งเหมือนสิงคโปร์ เพราะว่ามีการสร้างฐานการลงทุนมากมาย โดยเฉพาะบริษัทต่างประเทศมาลงทุนทางด้านไอที กันอย่างหนาแน่น ไม่น้อยหน้าสิงคโปร์"

เมื่อ ปีนัง ถูกปกครองโดยฝ่ายค้านมาตลอด และมีความคึกคักด้านเศรษฐกิจคล้ายสิงคโปร์ รัฐบาลกลางที่กัวลาลัมเปอร์ ก็ย่อมจะหนาว

การเมืองสิงคโปร์เองก็ทำท่าว่าจะเริ่มร้อนแรง เพราะว่าฝ่ายค้านทำท่าว่าจะมีคะแนนอย่างดีวันดีคืน พรรค PAP ของ นายกฯ หลี่ เสียนหลง ก็เริ่มจะร้อนใจแล้ว แม้ว่าการเลือกตั้งคราวหน้าจะมีขึ้นในอีกสามปีข้างหน้าก็ตาม

"พรรคพีเอพี มองไปปี ค.ศ. 2016 แล้ว เพราะว่าคนไม่พอใจรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องปล่อยให้คนต่างชาติมาแย่งงานคนในประเทศ และคนหนุ่มคนสาวที่เริ่มต้องการอิสรภาพทางความคิดการเมืองมากขึ้น" เพื่อนบรรณาธิการจากแดนลอดช่องบอกผม

น้ำเสียงของเขาแปลกไปจากเดิม เพราะว่ากล้าสะท้อนถึงกระแสความไม่พอใจรัฐบาล อย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

เพื่อนบรรณาธิการกัมพูชา แทรกตัวเข้ามา บอกว่าเลือกตั้งใหญ่ของกัมพูชาในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ก็ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่นกัน

"ที่ผมว่าเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงฝ่ายค้านจะสามารถชนะพรรค CPP (Cambodia People's Party) ของ ฮุนเซน ได้ แต่ที่น่าสนใจมาก คือ ผู้ใหญ่ในพรรค ต่างก็จะส่งทายาทของตัวเองลงสมัคร เพื่อจะได้สืบทอดอำนาจของพ่อต่อไป" เพื่อนจากกัมพูชา บอก

แต่ปัญหาก็คือว่า ทายาทเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ไปจบการศึกษาจากต่างประเทศ ต่างก็จะสร้างอาณาจักรของตัวเอง จึงเกิดการแก่งแย่งกันขึ้น ไม่สนิทสนมเป็นก้อนเดียวกันเหมือนกับรุ่นพ่อ

"ผมจึงคาดการณ์ว่า การเมืองกัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคนที่มีสิทธิเลือกตั้งก็เป็นคนรุ่นใหม่ และคนที่ต้องการจะมีอำนาจทางการเมืองก็เป็นคนใหม่เช่นกัน..." เขาวิเคราะห์ให้วงสนทนาฟังอย่างน่าสนใจยิ่ง

ผมยังไม่ทันจะเกริ่นวิเคราะห์ว่า คนไทย ก็กำลังได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้าพรรครัฐบาลเห็นว่าแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านสภาไม่ได้ดั่งใจ... พอดีวงสนทนาก็แตกเสียก่อน