วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวนาของไทยยามนโยบายแนวเป็นมิตรปะทุ

ชื่อบทความนี้เป็นคำแปลหัวข้อของรายงานในนิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 22-28 เมษายน 2556 (หน้า 15-17)

นอกจากจะตั้งชื่อหัวข้อของรายงานเช่นนั้นแล้ว ก่อนเข้าเนื้อหา นิตยสารยังเสนอบทสรุปของรายงานและคำพูดสั้นๆ ของผู้สันทัดกรณีไว้ตามลำดับอีกด้วยว่า “การซื้อข้าวด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดกำลังทำให้เมืองไทยขาดทุน” และ “มันเป็นความหายนะ เราได้ยิงเท้าของเราเองแล้ว”

รายงานนั้นเขียนจากข้อมูลของแหล่งต่างๆ และการสัมภาษณ์บุคคลและองค์กรหลายแห่งทั้งในเมืองไทยและในต่างประเทศรวมทั้งพ่อค้า ชาวนา ข้าราชการ นักการเมือง สมาคมผู้ส่งออก บริษัทค้าขายโภคภัณฑ์ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ องค์การอาหารโลกและพนักงานของรัฐบาลต่างประเทศ

ตัวเลขที่นำไปสู่บทสรุปของรายงานมีหลายตัวด้วยกัน อาทิเช่น จำนวนข้าวไทยที่ส่งออกในปี 2555 ลดลงถึง 37 เปอร์เซ็นต์และยังลดลงอีกกว่า 13 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 14 สัปดาห์แรกของปีนี้จากระดับที่ต่ำอยู่แล้วของเมื่อปีที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้น ยังมีตัวบ่งชี้อีกด้วยว่าการส่งออกจะประสบปัญหาต่อไป รัฐบาลไทยยืนยันว่าโครงการจะขาดทุนทั้งหมด 8 หมื่นล้านบาท แต่มีผู้แย้งว่านั่นมิใช่ความจริงเนื่องจากโครงการนี้ได้ขาดทุนในปีแรกเพียงปีเดียวไปแล้วถึง 2 แสนล้านบาท

ในระดับพ่อค้า ผู้ส่งออกขนาดใหญ่รายหนึ่งบอกว่าเขาได้ปลดคนงานออกแล้ว 40 เปอร์เซ็นต์เพราะคาดว่ายอดส่งออกของเขาในปีนี้จะลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนั้นอยู่ในแนวเดียวกันกับของบริษัทค้าขายโภคภัณฑ์ต่างประเทศรายหนึ่งซึ่งบอกว่าจะลดซื้อข้าวไทยลง 65 เปอร์เซ็นต์ ยอดส่งออกลดลงมากถึงขนาดนั้นเพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าของคู่แข่งมากเนื่องจากพ่อค้าไม่สามารถซื้อจากชาวนาด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลรับซื้อได้ส่งผลให้เขาต้องซื้อจากรัฐบาลเท่านั้น ในช่วงนี้คู่แข่งที่แย่งตลาดไทยไปได้แก่อินเดียและเวียดนาม เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มโครงการรับซื้อข้าวด้วยราคาสูงกว่าราคาตลาด อินเดียไม่ใช่คู่แข่งของไทยแม้จะผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับสองของโลกก็ตาม ทั้งนี้เพราะอินเดียห้ามส่งข้าวออกระหว่างปี 2551-2554 หลังจากเกิดความขาดแคลนครั้งใหญ่ในปี 2551

การที่พ่อค้าไม่สามารถขายข้าวราคาแพงได้ส่งผลให้รัฐบาลมีข้าวเก็บอยู่ในโกดังแล้วกว่า 18 ล้านตัน ข้าวนั้นส่วนใหญ่จะต้องเก็บต่อไปเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมารัฐมนตรีพาณิชย์ไทยบอกผู้สื่อข่าวว่าปีนี้รัฐบาลมีโครงการจะขายเพียง 7 ล้านตัน นอกเหนือจากนั้น รัฐบาลเพิ่งได้งบประมาณมาซื้อข้าวจากชาวนาเพิ่มอีกเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท

รัฐบาลมีข้อจำกัดมากมายในการระบายข้าว นอกจากเอกชนซึ่งเป็นหัวจักรใหญ่ในการส่งออกมานานจะซื้อจากรัฐบาลเพียงจำกัดแล้ว รัฐบาลยังไม่กล้าขายในตลาดทั่วไปเนื่องจากราคาที่ได้จะต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา นั่นหมายความว่าประชาชนจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการขาดทุนของรัฐบาลในโครงการนี้ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องการให้ใครรู้

เพื่อจะเก็บราคาขายไว้เป็นความลับ รัฐบาลจึงหันไปหาทางขายในรูปของรัฐต่อรัฐ แต่นั่นก็อาจไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้เสมอไปเนื่องจากปัญหาเรื่องคุณภาพของข้าวที่เก็บไว้ในโกดังเป็นเวลานาน รายงานอ้างถึงกรณีของโกตดิวัวร์ซึ่งซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยไป 38,500 ตันด้วยราคาที่เท่าๆ กับราคาตลาดโลก ในจำนวนนั้น รัฐบาลโกตดิวัวร์ต้องเททิ้งไปทันที 7,600 ตันเพราะเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพสำหรับคนแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะข้าวอาจเก็บไว้ได้ราวหนึ่งปีเท่านั้น ต่อไปมันจะเริ่มเปลี่ยนสีพร้อมกับมีแมลงรบกวน

รายงานอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดข้าวว่า รัฐบาลไทยต้องลดราคาลงมาอย่างน้อย 100 ดอลลาร์ต่อตันจากราคากว่า 570 ดอลลาร์ต่อตันในปัจจุบันนี้จึงจะมีโอกาสแข่งขันกับผู้ส่งออกอื่นๆ ได้ แม้รัฐบาลจะยอมกลืนเลือดลดราคาลงมาขนาดนั้นอันเป็นการบอกให้ประชาชนรู้ว่าโครงการของรัฐบาลขาดทุนเท่าไร แต่รัฐบาลก็ยังอาจมีอุปสรรคใหญ่หลวงเรื่องการขายในตลาดโลก ทั้งนี้เพราะคู่แข่งอาจฟ้องร้องต่อองค์การค้าโลกด้วยข้อกล่าวหาว่าไทยทุ่มตลาด ณ วันนี้รัฐบาลอเมริกันได้บอกองค์การนั้นให้จับตาพฤติกรรมของรัฐบาลไทยแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดข้าวคาดว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไปในเวลาสามปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าโครงการรับซื้อข้าวของรัฐบาลไทยจะมีปัญหายืดเยื้อต่อไปอีกนาน

รัฐบาลอ้างว่าโครงการซื้อข้าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนา แต่รายงานอ้างว่ามันเป็นเรื่องขยายฐานทางการเมืองมากกว่าทั้งที่ชาวนาบางคนอ้างว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นจริง รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นไปได้นานเท่าไรไม่เป็นที่ประจักษ์เนื่องจากผู้ส่งออกบอกว่าตลาดต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากนั้นเมื่อสูญไปยากที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาได้อีก

นั่นเป็นรายงานของฝรั่งซึ่งไม่ต่างกับผลการวิเคราะห์ของนักวิชาการไทยส่วนใหญ่ ฉะนั้น หากรัฐบาลยังฝืนทำต่อไปในรูปเดิม โครงการนี้มีโอกาสสร้างความเสียหายร้ายแรงสูงมาก